formumandme.com  
   สิริจนโท : สังขารา อนิจจา  

pic_no_732_book_sirijunto.gifสิริจนโท  :   สังขารา อนิจจา

สังขารา อนิจจา
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง
-------------------

 สังขารา แปลว่าสภาพธรรม อันกองกรรมจำแนกให้แปลกผัน มีชั่วดีหลายอย่างต่าง ๆ กันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เหลือชี้แจง พอตั้งกรรมตามก่อเป็นตัวเกิด ในกำเนิดสี่แผนกแตกแขนงเกิดสมบัติขึ้นดัดแปลง มีตำแหน่งตามกรรมจำแนกมา เรียกกันว่าคนสัตว์บัญญัติไว้ ผู้ดีไพร่มีอำนาจวาสนา นั่นก็บาปนี่ก็บุญวุ่นโลกาเทวดาอีกมนุษย์สมมุติกัน ที่จริงแท้อะไรแน่ควรพินิจ ที่ก่อกิจเกิดเป็นเบ็ญจขันธ์ ให้เรากอดกองทุกข์อยู่ทุกวัน เหตุสำคัญท่าน ก็หมายสังขารา อวิชชาความไม่รู้เป็นครูใหญ่ จึงทำให้สังขารนั้นหาญกล้า แต่งกำเนิดเกิดชาติเกิดชรา เกิดพยาธิไข้บรรลัยลาญ แต่งให้มีให้จนออกวนวุ่น ให้เวียนหมุนอยู่ในวัฎฎสงสาร เดี๋ยวผลัดสุขเปลี่ยนทุกข์ตามยุคกาล ไม่ทนทานเที่ยงแท้ผันแปรไป แต่ตามจริงจะไปโจทย์โทษสังขาร ว่าตัวการแต่งขันธ์นั้นก็ใช่ เพราะสังขารก็เป็นขันธ์ใช่อันใด ต่างอาศัยก่อเกิดกันในตัว ทั้งเป็นของธรรมดามีปรากฏ เหมือนกันหมดจริง ๆ ทุกสิ่งทั่ว เพราะสมมติหลอกเราจึงเมามัวซ้ำถูกตัวอวิชชาพาให้งง ส่วนสังขารทำการตามหน้าที่ มิได้มีกลนัยให้ใครหลง เมื่อเหตุพอข้าก็ก่อกำเนิดตรง หมดเหตุลงข้าก็ดับระงับไป มีเกิดดับสำหรับสำรองโลก ใครทุกข์โศกร้อนเย็นเป็นไฉน ก็ไม่เหลียวแลดูซึ่งผู้ใด มิสุขใยทุกข์ใยไม่นำพา ถึงอวิชชาก็เป็นหน้าที่ของเขา ใครโง่เขลาเขาจึงลู่จู่เข้าหา มิควรหลงลงโทษอวิชชา ไม่โง่บ้าเขาไม่ทำไมใคร เขาเป็นธรรมเกิดกับสำหรับโลก จะย้ายโยกไปไว้หนตำบลไหน เขามีอยู่ทั่วจบภพไตร สุดแต่ใครรู้เท่าเขาก็เกรง แม้นผู้ใดเดินไตรสิกขาสาม เขาก็คร้ามไม่กล้ามาข่มเหง ไม่ต้องไล่ต้องขับเขาดับเอง เขากลัวเกรงศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าหากไม่วินิจฉัยให้ลุ่มลึก มักรู้สึกเหมือนเขาคิดฤษยา แกล้งแต่งแง่ทำให้งงคิดสงกา ที่จริงหาควรเห็นไปเช่นนั้น ควรจะตรองของดูในโลกก่อน เย็นกับร้อนมีอยู่เป็นคู่ขัน ชั่วกับดีมีแน่ของแก้กัน ทุกสิ่งอันมีคู่อยู่ประจำ สุขกับทุกข์บุญกับบาปทราบกันสิ้น เพ็ชร์กับนิลรูปกับนามเป็นความขำ เดือนกับดาวอ่าวกับโอฆโลกกับธรรม แม้จะนำเอามากล่าวก็ยาวความ พรรณนาว่าไว้พอให้เห็น เหมือนแนะเช่นชี้ช่องไม่ต้องถาม ถ้าตรองดูก็จะรู้กระแสความ รูปกับนามสองสิ่งเที่ยววิ่งวน เปลี่ยนสัญญาอาการสถานที่ เดี๋ยวชั่วดีมีมาโกลาหล ผู้ไม่ใช้วิจารณ์ส่องญาณยล ก็หลงด้นเดาดำเฝ้าคลำดี เพราะความโง่โมห์มลทมึนเขลา จึงหลงเฝ้าเก็บกากกินซากผี จะหาจริงสิ่งไหนก็ไม่มี จริงอยู่ที่เกิดแก่กับไข้ตาย นอกจากนั้นสมมุติผุดเต็มโลก ควรอาโภคส่องญาณประมาณหมาย รู้สึกบ้างก็จะสร่างบางสะบาย ไม่ต้องว่ายเวียนวงไปลงวน ใช้วิชชาฆ่าอวิชชาดับ สังขารกลับกลายเช่นมาเป็นผล เกิดกำแพงป้อมค่ายรายล้อมตน ของคงทนกายสิทธิ์ฤทธิแรง ดัษกรจะทำลายไม่ชำรุด เพราะโลกุตตรหาญกำแหง อัษฎางคิกมรรคหลักกำแพง ธาตุทองแดงโลหะเนื้อไม่เจือปน ถึงลูกบอมบ์จะระเบิดให้เปิดปอก ไม่ร้าวลอกรานระคายเท่าปลายขน ล้อมวิมานเมืองวิมุติหลุดกังวล อันโสภณไปด้วยรัตนามัย คือประชุมหมวดธรรมสามสิบเจ็ด ประดุจเพ็ชร์มรกฎที่สดใส เข้านั่งนอนผ่อนกายสะบายใจ มองดูไฟเล่นก็ได้ไม่ต้องกลัว อัคคนีร้อนแรงส่องแสงจ้า ติดเคหาภายนอกอยู่ออกทั่ว เผาคนสัตว์ชายหญิงให้วิ่งนัว ไม่รู้ตัวไฟติดอนิจจัง ผู้รู้สึกเข้าอยู่ปราสาทสุข ไม่มีทุกข์มีร้อนพักนอนนั่ง รื่นภิรมย์ชมสมบัติรัตนัง ที่ในวังวงจังหวัดวัฏฏเวียง ความรู้สึกธรรมดาพาให้จิตต์ คิดเปลื้องปลิดปลดปลีกหลบหลีกเลี่ยง สิ่งไหนร้อนจรไกลไม่ใกล้เคียง อุบายเบี่ยงแบ่งเบาบรรเทาคลาย สิ่งไหนเย็นเป็นกิจเปลื้องปลิดโทษ มีประโยชน์แก่ตนคนทั้งหลาย ให้ตั้งหน้าพยายามตามอุบาย จนความหมายลุหวังดังจำนงค์ แต่ต้องเป็นความรู้ของผู้ปราชญ์ จึงสามารถเดินญาณทันประสงค์ ใช่ความรู้อย่างสัญญาพาให้งง ต้องหมายองค์ญาณะทัสสนาธรรม จึงจักเปลื้องปลิดละอองได้ผ่องแผ้ว พบดวงแก้วกาญจนาเลขาขำ แม้นพระพุทธประสงค์ทรงแนะนำ อุบายธรรมพิเศษนิเทศทาง ก็ทรงประสงค์ตรงญาณทัสสนะ เป็นมรรคปฏิบัติชัดสว่าง คือสัมมาทิฏฐิญาณบรรหารวาง เป็นทางกลางมัธยมอุดมญาณ สำหรับผู้ที่ประสงค์ตรงวิมุติ เป็นคุณสุดที่จะหวังดับสังขาร ต้องอุตส่าห์ฝึกอารมณ์ข่มสันดาน ด้วยองค์ญาณหยั่งรู้ธรรมดา เพราะคนเรามักจะเมาอารมณ์มาก ด้วยความอยากยังไม่สิ้นถวิลหา แล่นมาเข้าสิงสู่ทางหูตา อีกนาสาลิ้นกายใจทวาร ข้อสำคัญหมั่นมีความรู้สึก กำหนดนึกในเวลาที่มาผ่าน เช่นตาดูหูฟังยั้งวิจารณ์ อย่าลนลานแล่นดับโดยฉับไว ควรรู้ตามเห็นตามความเกิดดับ ถึงจะรับดูที่ควรอย่าด่วนได้ ควรตรึกตรองส่องญาณวิจารณ์ใจ ให้รู้ในทำนองของอารมณ์ ส่วนที่ดีมีมาถ้าด่วนรับ มักจะกลับกลายเช่นเป็นดีขม หรือดีแท้แต่ไม่ยืดผะอืดผะอม จักเตรียมตรมตรองใจใช่พอดี กลืนไม่เข้าคายไม่ออกต้องกลอกหน้า ลงหมดท่าที่จะเบี่ยงหลีกเลี่ยงหนี จะขากคายก็นึกอายประชาชี ด้วยเดิมที่ไม่ทันคิดจึงผิดพอ ครั้นจักขืนกลืนกล้ำจำกะเดือก ก็เกรงเกลือกที่จะทำติดลำศอ พิพักพิพ่วนป่วนปั่นขยั้นขยอ เป็นเพราะ ข้อด่วนได้จึงไม่ดี ถึงส่วนชั่วก็อย่ามัวไปด่วนขัง ต้องยับยั้งใคร่ครวญให้ถ้วนถี่ มิควรหลงลงโทษในทันที ตรองให้ดีตามจริงสิ่งที่เป็น เขาชั่วช้าตามหน้าที่ของเขา ไม่เกี่ยวเราเลยสักหน่อยไปพลอยเห็น เฝ้าขึ้นเสียงเถียงจ้อคอเป็นเอ็น ก่อกรรมเวรวุ่นวายน่าอายครัน ถูกอารมณ์ดีชั่วยั่วให้ยุ่ง ปล่อยจิตต์ฟุ้งจนเป็นบ้าดูน่าขัน ส่วนความจริงไม่พิเคราะห์ให้เหมาะกัน ควรจะหมั่นใส่ใจในเรื่องนี้ ของจริงแน่แท้เที่ยงเพียงเกิดดับ มีสำหรับโลกาทั่วราสี อันการดื้อถือตัวตามชั่วดี เหมือนหามผีมาไว้ที่ในเรือน จะพาเหม็นเป็นเหยื่อเกิดเชื้อโรค ให้เศร้าโศกเสียใจใครจะเหมือน แลถูกหลอกจากมันให้ฟั่นเฟือน เป็นผีเรือนตัวสำคัญคอยปั่นใจ จะคบทำไมนี่กับดีชั่ว ไม่เห็นตัวจริงมีอยู่ที่ไหน มันเกิดขึ้นบัดเดี๋ยวเลี้ยวดับไป เหมือนหลอกให้เรางงเฝ้าหลงงม อันความชั่วความดีคือกิเลส เป็นต้นเหตุจะให้ทุกข์ระทมถม ใครขืนคิดจิตต์จ้องข้องอารมณ์ จะต้องจมในจังหวัดวัฏฏทุกข์ แม้ติดชั่วยั่วจิตต์ให้คิดโกรธ เฝ้าพิโรธอกร้อนนอนไม่สุข เป็นถ่านเถ้าเผาใจยิ่งไฟลุก เปรียบนรกหมกทุกข์ก็เทียมทัด แม้นติดดีมีละโมภเข้าโลภรับ จะต้องกลับสิ้นสุขทุกข์ถนัด อันสัตว์คนวุ่นวายในไตรวัฏฏ เพราะดีมัดจึงได้แล่นเข้าแดนมาร แม้นรู้สึกดีชั่วว่าตัวเหตุ เป็นกิเลสแต่งตั้งกองสังขาร ให้เสวยทุกขาอยู่ช้านาน ควรคิดอ่านเลิกละอย่าปะปน ระวังชั่วอย่าให้กลั้วกมลจิตต์ ขืนต้องติดแล้วเห็นไม่เป็นผล ส่วนความดีเร่งประกอบให้ชอบกล คือต้องค้นหาดีที่ดีจริง ทำแล้วต้องหมายผลดลที่สุด หวังวิมุติหลุดทุกข์เป็นสุขยิ่ง อย่างหลงดีติดดีที่ไม่จริง จะพาวิ่งเวียนวนไม่พ้น เอยฯ

.......................................................................................................................................

ขอขอบคุณที่มาของบทความ  :  หนังสือ  สิริจนฺโท   โดยคณะศิษยานุศิษย์  หลวงปู่จาม  มหาปุญโญ  วัดป่าวิเวกวัฒนาราม  คำชะอี  จ.มุกดาหาร 

 

17 กุมภาพันธ์ 2551
เวลา 10:27 น. [A-486]

เชิญแสดงความเห็นในประเด็นนี้ | อ่านบทความครั้งก่อน

bookmarkความเห็นของผู้อ่าน...   

ธ ร ร ม ส ว น ะ
contact us : webmaster@dhammasavana.or.th