formumandme.com  
   ธรรมะประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญโญ : วัยติดตนต้นธรรม 1  

pic_no_783_zjrm_rs2_513.jpgธรรมะประวัติหลวงปู่จาม  มหาปุญโญ  :  วัยติดตนต้นธรรม 1

๔๒ “อายุ ๑๔ ปี ก่อนจะเข้าไปอยู่วัดรับใช้เพิ่นครูอาจารย์มั่นนั้น พ่อออก บ่าวเก๊อะ ฝึกหัดการค้าขายให้
 เอาฝ้าย เอาไหม เอาของป่า ไม้ไร่ ยาสมุนไพรบางอันบางอย่างลงไปค้าขายเมืองยโส เมืองอำนาจ บางปีก็ไปจนถึงอุบล เอาของขายบรรทุกใส่เกวียน จนเต็มกำลังลากของวัวเกวียนจะไปได้
 จนครบรอบปีมานับเงินค้าขายในครอบครัวปีที่ได้น้อยสุด ๔๐๐ - ๕๐๐ ปีที่ได้มากสุด ๗๕๐ บาท ต่ำลงมา ๔๐๐ บาท ขยับขึ้นไป ๗๕๐ - ๗๖๐ บาท
 พ่อออกขายวัวขายควาย แต่ก่อนเขามาซื้อไปฆ่าก็ขาย พอเพิ่นครูอาจารย์มั่นมาห้ามก็ขายให้แต่พวกนายฮ้อยหรือพวกที่มาซื้อไปเลี้ยง
 แม่ออกทำสวนฝ้ายปลูกหม่อนเลี้ยงไหม พอเพิ่นครูอาจารย์เสาร์มาห้ามมิให้เลี้ยงไหม ไม่ให้สาวไหม ก็เปลี่ยนมาซื้อแต่เส้นไหมเป็นกิโลละ ซื้อเก็บไว้ พอหน้าแล้งก็เอาไปขาย
 อายุ ๑๓ - ๑๔ ปี พ่อออกเอาไปค้าขายด้วย สอนให้ไปด้วยกันหลายคน เกวียน ๔ - ๕ ลำ ค่ำไหนก็นอนพัก พักให้วัวได้กินหญ้ากินน้ำ
 ไปพักอยู่บ้านเสาเล้าลำแขกนั้นหล่ะ บ่าวเก๊อะบอกให้ไปขอข้าวสุกกับลูกสาวผู้ใหญ่บ้าน
 สาวก็บอกว่า  “ขึ้นมาเอาเทิงเฮือน””

 เราก็ขึ้นไปเขาก็ทำกุกกักๆ อยู่ในเรือนไฟ  “เข้ามาเข้ามาเอาข้างใน””
 เราก็ซื่อเข้าไปข้างในเรือนไฟ เขาก็กระโดดมาจะกอดเรา เราก็หลบตัวสาวก็เซคะมำไป เกือบเสียท่าสาวแล้วนี่ ตัดสินใจกระโดดบ้านลงมา
 “อีหล้าไปเฮ็ดอิหยังกับนายฮ้อย” แม่เขาร้องมาจากเรือนใหญ่
 สาวก็ได้แต่หัวเราะ
 แต่เขาก็เอาข้าวสุกพร้อมกับข้าวไปส่งให้ถึงหมู่เกวียน
 อีสาวน้อยกำลังเป็นสาวซิกริกนี้แหละ ก็มองเราตาใสเลยทีเดียว เราก็มาเล่าให้พ่อออกฟัง พ่อออกก็ว่า  “ระวังอย่าไว้ใจสาวไทลาว””

 นี่ขาไป
 ขามามาพักอยู่บ้านกระเดาตาดทอง พักอยู่นั้น ๓ วัน บ่าวเก๊อะ ได้เสี่ยวค้าขายด้วยกันจึงมาแวะพักอยู่บ้านเสี่ยว ก็มาเจออีก
 สาวคนนี้อายุ ๑๘ ปี ตัวเรา ๑๔ ปี
 บ่าวเก๊อะ ก็ว่า มึงอยากได้เมียก็เอาเสีย เอาลูกเสี่ยวกูนี้ล่ะ เอาเมือด้วยคราวนี้ก็ได้ กูจะขอให้”
 เราก็ว่า จะเอาได้อย่างไร  ใครจะกล้าเอา ตัวก็ดำ ตาก็โก้ง มือตีนก็ใหญ่ นมก็หลวง ปากก็กว้าง เอามาเป็นเมีย ลูกจะได้ไหลออกเหมือนลูกหมูไม่เอาหรอก”
 อยู่ตาดทองอยู่ ๓ วัน สาวคนนี้ก็มาเฝ้าอยู่ เราออกไปเลี้ยงวัว อยู่ทุ่งนามันก็ไปด้วย เราก็ระวังตัวอยู่ มันก็ถามนั่น ถามนี่ เราระวังตัวอยู่กลัวมากอดปล้ำเอา
 พอวันลากลับมาบ้าน มันก็ร้องไห้คิดฮอด
 บ่าวเก๊อะ ก็พูดหยอก “นั่นเมียมึงไห้นำแล้วนั่น””เราก็หันหลังให้ไม่ยอมกลับไปเหลียวมองสาวอีก รีบไล่วัวให้ออกไปไวๆ จะได้พ้นอันตรายไปได้
 ได้เงินมาแล้วก็ใช้จ่าย ซื้อเสื้อผ้า ซื้อของทำบุญ ซื้ออยู่ซื้อกิน ปีเพิ่นครูอาจารย์มั่นมาอยู่ด้วยนั้น แม่ออกซื้อพรมปูรองนอนลายดอกสีแดงเป็นพรมที่ทอด้วยผ้า ราคา ๓๐ บาท แล้วพ่อออกแม่ออกก็เอาไปวางบังสุกุลถวายเพิ่นครูอาจารย์มั่นอยู่เชิงกะไดกุฏิ เพิ่นก็รับให้แต่เพิ่นไม่ใช้เอาไปถวายเพิ่นครูอาจารย์เสาร์อยู่ถ้ำจำปานาคันแท
 เอาของไปขายจนหมดแล้วก็กลับมาขากลับมาซื้อเกลือ ซื้อปลาร้า ของอยู่ของกินอย่างอื่น เสื้อผ้า ของให้ทานพระเณร กลับมาแต่อุบลหรือถ้าไปแค่ยโสธร ก็ซื้อมาแต่ยโสธร
 ไปถึงอุบลก็ลำบากเรื่องการข้ามน้ำต้องจ้างพวกลากแพข้ามไป
 ขายได้ดีได้ง่ายคือผ้าไหมผืนที่ทอแล้ว อันนี้ขายได้ง่ายราคาดีเส้นไหมก็ขายได้ ไม้ไร่ทำกระติ๊บข้าวก็ขายได้ง่าย””

 

๔๓. คนเฒ่าโบราณ บ้านห้วยทรายเรียกพระธุดงคกรรมฐานว่า พระอัสองค์ เพิ่นครูอาจารย์เสาร์ เพิ่นครูอาจารย์มั่น แปลว่า “ผู้ทำความดับอยู่เสมอ ชำระล้างตนให้สะอาดอยู่นิจกาล””

 

๔๔. เพิ่นครูอาจารย์มั่น อยู่สอนคนบ้านห้วยทรายแต่ก่อนว่า “อดทน””


๔๕.  “ตนชื่อว่าพระธุดงคกรรมฐาน
                             เพราะ
 เป็นผู้น้อมธรรมทั้งหลายมาอยู่ในตน
 ให้เห็นชัดในส่วนของ กาย วาจา ใจ วัตถุใดๆ ว่าเป็นคุณหรือโทษ”
            (คัดจากคำให้นิสสัยขององค์หลวงปู่)

 

๔๖. “เพิ่นครูอาจารย์มั่นนิสสัย กล้าหาญ เวลาเทศน์ธรรม เพิ่นเทศน์อย่างไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น ผิดถูกรู้ชัดเลย เวลาแสดงธรรม ไม่เคยอ้างเอาตัวเพิ่นเอง ไม่เคยอ้างชีวิตของเพิ่นที่ผ่านมา แต่อ้างพระธรรมวินัยใครไม่ปฏิบัติฟังธรรมของเพิ่นไม่รู้เรื่องหรอก จำก็จำไว้ไม่ได้
 เพิ่นมาอยู่บ้านห้วยทรายไม่เคยบ่นเรื่องอาหารการเป็นอยู่ มีแต่อบรมพระเณร ตาผ้าขาวคุณแม่ชีโยมแม่ออกของเพิ่น ชี้แจงให้ญาติโยมชาวบ้านได้เข้าใจในพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ สอนให้รักษาศีล ให้คนเฒ่าคนแก่พาลูกหลานไหว้พระสวดมนต์ภาวนาพุท - โธ ก่อนนอน
 เพิ่นมาอยู่บ้านห้วยทรายก็หลายรอบหลายปี มาเทศน์ธรรมชี้แจงแก้ไขโปรดเอาหลวงตาทุมอยู่วัดหนองน่อง
 เทศน์สอนคุณย่าแก้ว (เสียงล้ำ) จนภาวนาเป็นแต่ยังเป็นสาวน้อย อายุ ๑๔ - ๑๕ ปี แต่พวกพระเจ้าพระนายมาวุ่นวายกับเพิ่นเสียก่อน เป็นเหตุให้เพิ่นหนีไป””

 

๔๗. “เพิ่นครูอาจารย์มั่น มาอยู่บ้านห้วยทรายรอบสุดท้ายนี้ อยู่นานชี้แจงแนะนำพร่ำสอนชาวบ้าน
 แต่ก็มีอยู่พวกไม่พอใจกับพระอัสดงค์
 เช่น บ่าวโต๋ย บักแอ้อึ๊อะ  บ่าวหำโต้งโล้ง  พวกแม่ต๋าแม่ตอมที่ยังนับถือผี  หรือยังเป็นศรัทธาวัดบ้านกันอยู่ เขาพวกนี้ก็พยายามเบียดเบียนเพิ่นครูอาจารย์มั่นอยู่หลายอย่างหลายประการ
 แต่เพิ่นครูอาจารย์มั่นก็ว่า “ความผิดแลความถูกจะรับผิดชอบของเขาเอง””
 หรือก็ว่า “เราไม่ขัดเขา เขาก็ไม่มาขัดปฏิปทาของเรา
      เรื่องความเห็นของใครของมัน
      การปฏิบัติของเราก็เพื่อตัวเรา
      ธรรมะใครจะปฏิบัติก็ได้ ย่อมได้ผลทุกคน””
 หรือก็ว่า “เวลานี้อย่าสงสัยให้โทษแก่ผู้ใด๋
      ให้สงสัยและค้นหาตนเองให้ได้ก่อน””
 เมื่อเพิ่นครูอาจารย์มั่นเปรยออกมาอย่างนี้แล้วหมู่ผู้ใหญ่บ้านหมู่พ่อออก บ่าวตาซ้น ก็พากันเงียบไป ไม่เอาเรื่องเอาราวกับหมู่คนที่มีพฤติกรรมพาลหมู่นั้น”
 “โห.....หลายเรื่องที่เพิ่นครูอาจารย์มั่นพระเณร เจอกับคนดื้อ คนโง่ ของบ้านห้วยทรายดีแต่เพิ่นก็อยู่เฉยอยู่ ไม่เอาโทษ ไม่ว่าอะไร เขาก็เลิกรากันไปเองหมด สู้ธรรมะมิได้สู้การปฏิบัติของเพิ่นครูอาจารย์มั่น  และหมู่พระเณรมิได้””

 

๔๘. “เพิ่นครูอาจารย์มั่นมาอยู่บ้านห้วยทราย มีหมาแดงตัวหนึ่งเป็นหมาตัวผู้หลงมาอยู่อาศัยกับพระเณรในวัด
 เลยให้มันเป็นหมาวัดเป็นข้อยอัญญาหมาวัด  หมาแดงหลังอานหางม้วน
 เชื่อฟังพระเณร ไม่เห่าไม่ร้องรบกวน ไม่สนใจหมาตัวเมียชอบอยู่สงบ เวลาพระเณรบิณฑบาตก็เดินตาม ไม่รังแกสัตว์ตัวอื่นทั้งในและนอกวัด
 ทีนี้เวลาเพิ่นครูอาจารย์มั่นจะลงไปอยู่อำนาจเจริญ หัวตะพาน พอมันรู้ว่าเพิ่นจะไปจากแล้ว มันก็อาลัยรักคอยติดตามเพิ่นครูอาจารย์มั่นทุกหนทุกแห่ง หมอบเฝ้าอยู่ไม่ให้คาดสายตา
 เพิ่นครูอาจารย์มั่นก็ชอบพูดสอนมันหลายอันหลายอย่างอยู่เสมอๆ
 เราเป็นเด็กอยู่ก็ไม่ได้ใส่ใจในคำที่เพิ่นสอนหมาแดงตัวนั้นว่าเพิ่นพูดสอนอะไรมันบ้าง
 ที่แปลกคือ วันพระ มันไม่ยอมกินอาหารหลังเที่ยง พระเณรก็จะเอาน้ำให้มันแจะกิน น่าแปลกมาก
 วันที่จะเดินทาง มันไม่ยอมห่างเพิ่นครูอาจารย์มั่นเลย
 คนใหญ่เขาก็ไล่ให้มันกลับ แต่เพิ่นครูอาจารย์มั่นก็ว่า
 ““ปล่อยมันๆ ให้มันไปด้วย มันอยากไปด้วย มันตกสวรรค์มาเกิดมันจะไปสวรรค์อีก”  ก็เลยปล่อยให้มันเดินตาม


 ทีนี้พอรู้ว่ามันมาจากสวรรค์ พระเณรผู้คนก็ยิ่งสนใจมันเป็นพิเศษ เดินทางไกลหลายวัน มันเหนื่อยก็เลยอุ้มมันขึ้นนั่งบนเกวียนข้างๆ กับคนขับเกวียน ตามันจ้องมองเพิ่นครูอาจารย์มั่นมิให้ขาดหายไปได้
 นี่หมาตัวนี้มันฉลาดใกล้มนุษย์จริงๆ มันเคยเกิดเป็นข้ารับใช้ของเพิ่นครูอาจารย์มั่นมาก่อน””

 

๔๙. “อายุ ๑๔ ปีเต็มเข้าปีที่ ๑๕ พ่อออกแม่ออกบอกให้ไปอยู่วัดปฏิบัติดูแลรับใช้ปรนนิบัติพระเณรอยู่วัดหนองน่อง เราก็ไปทุกวันบางวันจนค่ำจนมืดจึงได้เข้าบ้าน ไปตัดไม้ตาด ตัดด้ามไม้ตาด หาฟืน ตัดไม้ สุดแท้แต่เพิ่นจะใช้ให้ทำอะไร เราก็ได้ประโยชน์ดีมาก คอยสังเกตพระเณรครูบาอาจารย์ กิริยาไปมา อาการของพระเณรแบบอย่างของเพิ่นครูอาจารย์มั่น
 ก่อนจะเข้าพรรษาต้องจัดการการงาน กิจธุระใดๆ ให้เสร็จให้เรียบร้อยทุกอย่างทุกอัน ในพรรษาไม่ให้มีกังวลอะไร
 งานในพรรษาก็มีแต่ทำไม้ตาด เหลาตีไม้เจ(ไม้สีฟัน) ย้อมผ้า ปะชุนผ้า และหายารากไม้มาต้มเป็นน้ำร้อนฉันเท่านั้น
 พอออกพรรษาแล้ว พระเณรก็เริ่มทยอยไปเสาะหาที่ภาวนาหรือบางองค์ก็มีกิจธุรการงาน
 พ่อออกแม่ออกก็แต่งขัน ๕ ขันแปดลงไปหาเพิ่นครูอาจารย์มั่นเพื่อมอบตัวฝากตัวเราให้กับเพิ่นครูอาจารย์มั่นเป็นสิทธิ์ขาด
 ““พ่อออกกายังฮักห่วงลูกอยู่บ๊อ””
 ““โดยยังห่วงอยู่ข้าน้อย””
 ““ถ้ายังห่วงอยู่ก็ไม่รับ””
 ““สุดแต่อัญญาท่าน ข้าน้อยห่วงก็ห่วงต่อหน้าต่อตานี้เท่านั้น หากไปกับอัญญาท่านแล้วก็เป็นลูกชายของอัญญาท่าน ข้าน้อยก็ไม่ห่วง ไม่อาลัยอะไรอีก””
 ““แม่แดงละ เจ้าว่าจั๋งได๋””
 ““โดยข้าน้อย ข้าน้อยกะไม่มีอันใดขัดข้อง สักสิ่งสักอัน ขอมอบชีวิตกายใจบูชาคุณของอัญญาท่านอยู่แล้วล่ะ ข้าน้อย””
 เมื่อไม่ติดขัดอันใดทั้งสองฝ่าย เพิ่นครูอาจารย์มั่นก็ตกลงรับไว้แล้วเพิ่นครูอาจารย์มั่นก็ว่า “พ่อออกกา แม่ออกแดง เจ้าสองผัวเมียนับว่าเป็นผู้มีความคิดความอ่าน สติปัญญาก็มี ไม่เสียแรงที่เป็นโยมของเพิ่นครูอาจารย์มาก่อน ธรรมะคำสอนระเบียบกฎเกณฑ์ของพระธุดงค์อาตมาก็ได้วางไว้แล้ว ชี้แจงไว้แล้ว ต่อไปเมื่อหน้าขอให้ตั้งใจให้ได้ดีขึ้นกว่านี้””
 ในพรรษานั้นโดยมากก็นอนอยู่วัด โรงต้มน้ำร้อน มีหน้าที่คือ ต้มน้ำร้อน พอแจ้งวันใหม่ก็ก่อไฟต้มใส่หม้อดินไว้ ตอนบ่ายก็ต้มอีกรอบหนึ่ง
 แต่ก็มีบางคืนเท่านั้นที่เข้าไปนอนในบ้าน  แต่ก็ต้องรีบไปวัดแต่เช้าเพื่อให้ทันต้มน้ำร้อน”

 

๕๐. “พอออกพรรษาแล้ว ก็ไปรับเอาแม่ออกของเพิ่นครูอาจารย์มั่นมาแต่ถ้ำจำปา ทำวัตรคารวะเพิ่นครูอาจารย์เสาร์ เพิ่นครูอาจารย์มั่นก็กราบลาบอกว่าจะเอาแม่ออกลงไปส่งให้กับญาติพี่น้องดูแล
 เมื่อถึงวันแล้วก็เดินทางไปเรื่อยๆ พวกพ่อออกก็เอาข้าวสารอาหารบางอันบางอย่าง บรรทุกเกวียน ตามไป เอาบาตรเอาบริขารอย่างอื่นใส่เกวียนจนเต็มเกวียน ไปส่งจนถึงบ้านหนองขอน อำเภอบุ่ง แล้วญาติพี่น้องของเพิ่นครูอาจารย์มั่นก็รับเอาคุณแม่ชีคนเฒ่าลงไปบ้านคำบงโขงเจียมเมืองอุบล
 หมู่พวกพ่อออกก็ขับเกวียนกลับคืนมาบ้าน
 พ่อออกเข้าหาเพิ่นครูอาจารย์มั่นเรียนถามเรื่องบริขารการบวชเป็นสามเณร ถวายเงิน ๒๖ บาท เพิ่นครูอาจารย์มั่นก็ว่า
 “อย่าให้หลาย เอาแค่ ๑๖ บาทก็พอ เผื่อจะได้แลกเปลี่ยนบริขารที่ขาดเขิน บ่ต้องห่วงดอก สละใจได้เลย จะบวชให้ดอก กลับบ้านเสียเน้อ””
 หมู่พ่อออกกราบลาเพิ่นกลับบ้าน””

 

๕๑. “ผู้ข้าอยู่บ้านหนองขอน อำเภอหัวตะพาน บวชเป็นผ้าขาวอยู่ ๘ เดือน แต่ก่อนเข้าพรรษา เข้าพรรษา ออกพรรษาไปแล้วได้ ๘ เดือน
 เพิ่นครูอาจารย์สิงห์ (ขนฺตยาคโม) เป็นผู้โกนผมให้ แล้วเพิ่นครูอาจารย์มั่นก็ญัตติศีล ๘ ให้เสร็จแล้ว ก็เป็นตาผ้าขาว อุปัฏฐากปฏิบัติรับใช้ครูบาอาจารย์อยู่นั่น จนได้เดือน ห้า เมษา จึงได้เดินทางเข้าอุบลไปบวชอยู่วัดสุทัศน์
 เงิน ๑๖ บาทก็ไม่ได้ซื้ออะไร เพราะบริขารบวชเณรมีผู้มาขอเป็นเจ้าภาพเขาเป็นลูกศิษย์ของเพิ่นครูอาจารย์เสาร์ เอาเงินไปฝากแม่ชีวัดสุทัศน์ไว้ บวชแล้วเราก็ไม่ได้สนใจอะไร แม่ชีผู้ถือให้เอาไปใช้อะไรก็ไม่ได้ใส่ใจ
 ท่านอาจารย์สิงห์ (ขนฺตยาคโม) ท่านอาจารย์มหาปิ่น (ปญฺญาพโล) เป็นผู้พาไปบวช ตามคำของเพิ่นครูอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต)
 พระอุปัชฌาย์เป็นพระมหา ๔ ประโยค เป็นลูกศิษย์ของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ วัดบรมนิวาส แต่มิได้บวชกับท่านเจ้าคุณฯ ท่านอาจารย์มหาปิ่นว่า ท่านบวชอยู่วัดสุปัฏน์ เข้าศึกษาอยู่กรุงเทพ วัดพิชัยฯ แล้วกลับมาอยู่อุบล”
 ท่านอาจารย์มหาปิ่นก็ถือบวชกับท่านพระอุปัชฌาย์ พระมหารัฐ (รฐฺปาโล) องค์เดียวกันนี้
 ท่านอาจารย์เทสก์ (เทสฺรงฺสี) หินหมากเป้งก็ร่วมองค์เดียวกันนี้
 ท่านอาจารย์ดุลย์ (อตุโล) วัดบูรพา เมืองสุรินทร์ ก็องค์นี้เหมือนกัน”
 “เมื่อตอนก่อนจะเข้าพรรษานั้น
 ท่านครูอาจารย์มั่นเพิ่นพาหมู่คณะไปโปรดชาวบ้านไผ่ใหญ่ เพราะผู้คนในหมู่บ้านนี้ยังกลัวพระธุดงค์กันอยู่ และยังนับถือผีดอน ปู่ตา ผีเหย้า ผีเรือนกันอยู่มาก
 ญาติพี่น้องของเขาที่อยู่บ้านหนองขอนได้รับผลของพระไตรสรณคมน์บ้างแล้ว ก็อยากให้ญาติพี่น้องบ้านไผ่ใหญ่ได้รับผลนั้นบ้าง
 จึงได้มาขอเพิ่นครูอาจารย์มั่น  หมู่พระเณรไปโปรด
 แม้เราเป็นเณรความมุ่งมั่นปฏิบัติสมาธิภาวนา “พุทโธ” ตามอุบายธรรมของเพิ่นครูอาจารย์มั่น ก็ปฏิบัติเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ไม่ห่วงอาลัยชีวิต อดนอนก็ทำ ผ่อนอาหารก็ทำ อิริยาบถ ๓ ก็ทำ  เพราะครูบาอาจารย์เพิ่นเป็นตัวอย่างพาทำ
 ข้อวัตร ปฏิบัติแนวทางของพระธุดงค์ก็ไม่ละเลยไปได้
 จะว่าภาวนาเป็นอยู่แต่บ้านหนองขอนก็ว่าได้
 เหตุที่ว่าได้ก็เพราะว่าวันหนึ่ง กลางคืนไก่ขันรอบที่ ๒ เราก็นั่งภาวนาอยู่ระลึกจิตอยู่ รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา  อันนี้กายอันนี้ใจ  อันนี้ใจไม่เกี่ยวกาย  รู้อยู่ตลอด
 จิตสงบลงได้อยู่นาน สมาธิถอนขึ้นมา จึงได้ภาพนิมิต เป็นภาพเจดีย์ปรักหักพัง ใบเสมาหินระเกะระกะ ตั้งบ้างนอนบ้างเอียงบ้างซากฐานก้อนอิฐ ก้อนหิน กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป รอบๆ บริเวณนั้นเป็นป่าไผ่ลำใหญ่ลำตรง ใบไผ่หล่นปกคลุมสิ่งซากอิฐซากหินพวกนั้น
 ข้างล่างดินลึกลงไปมีผอูบทองคำ มีพระพุทธรูปทองคำและเครื่องสมบัติของพระเจดีย์และของวัดเก่านั้น
 บริเวณโดยรอบแต่ดั้งเดิมยุคเก่าก่อนนั้นเป็นป่ากว้าง ร่มรื่นสิ่งก่อสร้างทั้งหลายก็งดงาม ลงตัว เหมาะสมมาก
 ภาพนิมิตยุคก่อนเก่าดับไป ก็กลับมาเป็นยุคสมัยปัจจุบันนี้รู้จักว่าอยู่ในเขตหมู่บ้านไผ่ใหญ่
 นิมิตดับไปจึงรู้สึกตัวขึ้นมา
 เราเองก็นึกสงสัยตัวเองอยู่ว่าเป็นได้อย่างใด
 แล้วก็ทบทวนแต่ก่อนทำสมาธิขณะกำหนดบริกรรม วางบริกรรมจับผู้รู้ ผู้รู้ชัดเจนขึ้น รู้ตัวอยู่ตลอด สงบก็รู้อยู่ นิมิตเกิดนิมิตดับก็รู้อยู่
 ความคิดหนึ่งก็พูดขึ้นว่า จะยังไม่เชื่อจนกว่าจะได้ไปเห็นว่าเป็นจริงตามนิมิตจึงจะปักใจเชื่อได้
 พอดีกับวันรุ่งขึ้น มีญาติโยมเขามานิมนต์หมู่พระเณรไปพักอยู่บ้านไผ่ใหญ่
 เมื่อไปถึงแล้วก็พักอยู่ป่าใกล้วัดร้างวัดเก่านั้น แต่ชาวบ้านเขาไม่ยอมให้เข้าไปพัก เพราะเขาเกรงว่าจะมีอันตรายจากพวกภูมิเจ้าที่ผีเจ้าของ เพราะเขาเล่าว่า วันพระใหญ่จะมีแสงสว่างพุ่งขึ้นจากใต้ดิน สว่างไสวอยู่ บางครั้งก็เป็นดวงแก้วแสงสว่างลอยไปลอยมา ต้นคืนลอยออกไป ใกล้แจ้งก็ลอยกลับมา
 ชาวบ้านก็ขอร้องว่าอย่าได้เข้าไปเพราะเกรงอันตรายจะเกิดขึ้นเพราะมีชาวบ้านอันธพาลเข้าไปหมายจะขุดค้นหาของเก่า ก็ตายไปทุกคน ไม่ตายอยู่กับที่ก็กลับไปตายที่อื่น
 เราก็ไปสอบถามกับโยมผู้เล่าเรื่องให้ฟังนั้นในภายหลังว่า แสงสว่างนั้นพุ่งขึ้นจากซากฐานพระเก่านั้นใช่ไหม
 เขาก็ว่า ทำไมตาผ้าขาวน้อยจึงรู้จัก
 เราก็ไม่ว่าอะไร
 วันสองวันต่อมากราบขอขมาขออนุญาตเพิ่นครูอาจารย์มั่นต่อหน้าเพิ่นแต่มิได้ลั่นวาจาออกปาก กำหนดจิตขอเพิ่นอยู่ ดูเหมือนกับเพิ่นรู้จักได้มองมาที่เราแต่มิได้พูดอะไร นิ่งเฉยอยู่
 ทำกิริยาอย่างนั้นอยู่ ๓ วัน
 พอวันที่ ๓ เหมือนกับเพิ่นหงึกศีรษะรับ
 จึงได้หลบตัวไปในดงป่าไผ่วัดร้างนั้น ไปสำรวจดู พิจารณาดูก็เป็นจริงตามนิมิตนั้นทุกอย่าง
 เราก็ไปลูบดูตัวอักขระภาษาขอมตามใบเสมาหิน อยากอ่านให้ได้แต่ก็อ่านไม่ได้ มองดูป่าไผ่ก็ใช่ มองดูไม้ไหญ่ก็ใช่ มองดูตามบริเวณต่างๆ ก็ใช่จนหมด
 เราก็ถอยออกมาแล้วกราบไหว้ซากปรักหักพังเพราะมั่นใจว่าลำแสงสว่างที่ชาวบ้านเขาว่านั้น ต้องเป็นวัตถุสมบัติศาสนาที่ล้ำค่าอย่างแน่นอน
 แล้วก็เดินออกจากป่าวัดร้างนั้น
 พวกเณรมาเห็นเข้า จึงไปฟ้องเพิ่นครูอาจารย์มั่น แต่เพิ่นก็ไม่ว่าอะไร ได้แต่ห้ามมิให้เข้าไปอีก
 หัวค่ำทำข้อวัตรสรงน้ำของเพิ่นครูอาจารย์มั่นเรียบร้อยแล้วเพิ่นจึงได้ถามว่า   “เห็นอะไรบ้าง ? ”
 เราก็กราบเรียนตามความจริงทุกอย่างแล้วก็กราบเรียนถึงนิมิตนั้นอีก เพิ่นจึงว่า “ “เป็นนิสสัยของเจ้าเน๊าะ
ตั้งใจเน้อภาวนาของตนตั้งใจไปเถอะ ต่อไปเมื่อหน้าเจ้าจะได้รู้จักเหตุผลได้เองดอก””
 ต่อมาในภายหลังจึงได้รู้จักจากการเจริญภาวนาของตนในภายในว่า ตัวของเราเป็นหัวหน้าหมู่บ้านได้อุปฐากอุปถัมภ์วัดนั้นมาตลอดชีวิต
 มีพระเถรเจ้าองค์หนึ่ง รูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาวสะอาด มีศิษย์หาบริวารมาก ฝ่ายหนึ่งเป็นวัดของภิกษุ อีกด้านหนึ่งเป็นวัดของภิกษุณี
 ตนพระเถรเจ้านั้น เทศน์ธรรมชี้แจงเหตุผล บอกอุบายกัมมัฏฐานให้กับศิษย์ของเพิ่น มีลูกศิษย์ทั้งฝ่ายสงฆ์  ฝ่ายชาวบ้านนั่งแวดล้อมเต็มรอบตัวเพิ่น

 พอเพิ่นนิพพาน   ก็ทำฌาปนกิจแล้วเอาอัฐิอังคารของเพิ่นฝังลงใต้ฐานรากของพระพุทธรูป จึงเป็นเหตุให้แสงรัศมีนั้นพุ่งขึ้นจากดินแต่ชาวบ้านไม่รู้จัก  กลับกลัว
 ภายหลังจากลงมาจากเชียงใหม่แล้ว
 ปีหนึ่งก็พากันไปดูอีก
 พอไปคราวนี้ไม่มีอีกแล้ว ถามชาวบ้านเขาว่าหลักศิลาพวกนั้นหายไปไหนหมดแล้ว
 ชาวบ้านว่าพวกศิลปากรเอาไปพิมาย เอาไปขอนแก่น
 ผู้ข้าฯ มาเกิดอยู่บ้านไผ่ใหญ่เชียงเพ็งหลังจากเกิดที่เมืองอาฬวีแล้วมาเกิดอยู่นี่ เวียนวนไปมา เกิดตายไป
 วันที่ไปบวชนั้นพระอุปัชฌาย์ ถามท่านอาจารย์สิงห์ว่า “จะบวชเลยหรือว่าจะบวชแล้วเรียนปริยัติเสียก่อน””เพิ่นครูอาจารย์สิงห์ก็ตอบว่า “อุปนิสัยของสามเณรหนักไปทางปฏิบัติครับกระผม””
 บวชตอนเกือบค่ำ บวชแล้วก็พักอยุ่วัดสุทัศน์คืนหนึ่ง ตื่นเช้าไปบิณฑบาตกลับมาฉันจังหัน ก็ออกไปสมทบเพิ่นครูอาจารย์มั่นอยู่นอกเมืองใกล้ค่ายกองทหาร”
 ใจมันชอบภาวนา ครูบาอาจารย์เพิ่นก็พาปฏิบัติต่างคนต่างก็ปฏิบัติ เราเป็นเณรก็คอยต้มน้ำร้อนบ้าง ประเคนของนั่นนี่ การปรนนิบัติรับใช้ รับการฝึกฝนอบรม ล้างบาตร เช็ดบาตร มัดบาตร ตากบาตร เก็บบาตร หัดเก็บพับผ้าจีวรสบงอังสะ สังฆาฎิ เก็บผ้าปูนั่ง ตากบิดผ้าอาบน้ำ ตักน้ำกรองน้ำ ชงน้ำชา เสร็จจากงานครูบาอาจารย์แล้วก็เป็นงานของตัวเอง อาบน้ำชำระกาย ไหว้พระสวดมนต์ท่องบ่นภาวนา เดินจงกรม ตกแล้งก็ได้รุกขมูลแสวงหาวิเวกติดตามครูบาอาจารย์ แล้วแต่เพิ่นจะพาไป
 ใจจะคิดถึงบ้านไม่มีหรอก เพราะใจมันสงบเยือกเย็นพอทนอยู่ได้ มันกระเทือนสุดก็ตอนที่เพิ่นครูบาอาจารย์มั่น  หนีเข้ากรุงเทพฯ เท่านั้น
 แล้วมันมาคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ก็ตอนนอนป่วยอยู่วัดเหล่างา วัดศรีจันทร์  เมืองขอนแก่น
 นอนป่วยเป็นโรคเหน็บชาอยู่นั้น มันสองจิตสองใจ ใจหนึ่งไม่อยากกลับบ้านแต่ร่างกายมันป่วย เพราะตั้งใจว่าจะบวชเป็นพระให้ได้ แต่อีกใจป่วยเป็นแล้วจึงคิดถึงบ้านเฮือนพ่อแม่ แต่ก็กลับคิดถึงเมตตาอาลัยของครูบาอาจารย์ นึกถึงความสงบกายใจในขณะปฏิบัติภาวนาเดินจงกรม
 นึกถึงครูบาอาจารย์ก็พอทนอยู่ได้
 นึกถึงบ้านก็หมายถึงการได้ลาสิกขาก็ร้องไห้ทันที
 มันมีความคิดแปลกๆ ผุดขึ้นมาในระหว่างเริ่มแต่เป็นตาผ้าขาวน้อยจนมาเป็นเณร มองอะไรดูอะไรได้ยินได้ฟังอะไรก็รวมลงเป็นทุกข์ทั้งหมด ทุกข์รอบทิศไป เห็นชาวบ้านเขายุ่งยากตรากตรำกับทุ่งนาทำนาทำไร่หาอยู่หากินมาใส่ปากท้องตัวเองใส่ปากลูกเมีย  ขุ้ยเขี่ยเสาะหาทรัพย์ทุกข์แสนทุกข์ ลำบากที่สุด
 ได้คิดบอกสอนตัวเองว่า ชาติชีวิตนี้หากไม่ร่ำรวยจะไม่เอาหรอกเมีย
 ได้คิดบอกสอนตัวเองว่า จะบวชหาทางพ้นทุกข์ตามแบบอย่างของครูบาอาจารย์แบบนี้ไปจนตายหนีจากกัน
 มันคิดของมันเอง ยิ่งได้ยินได้ฟังครูบาอาจารย์เพิ่นเทศน์สอนเรื่องทุกข์ยากลำบากภพชาติด้วยแล้ว ใจมันอ่อนใจมันลงหมดแรงที่จะคิดถึงบ้านถึงเรือน
 หากพิจารณาทุกข์ลงได้ในวันใด ใจมันได้กำลัง ยิ่งหมู่ญาติโยมที่มาส่งจังหันเขาบอกว่า นิมนต์ผ้าขาวน้อย  นิมนต์คุณเณร  นิมนต์จัวน้อย อยู่ค้ำวัดค้ำวาค้ำศาสนาเน้อ  อย่าได้ออกมาหาทุกข์เด้อ”
 มันเหมือนกับที่ครูอาจารย์สิงห์เพิ่นเทศน์ว่า “ชาวโลกคือ คนถือคบไฟชูไว้ทางหน้าแล้ววิ่งไปร้องตะโกนว่า ร้อน ๆ ๆ แต่ไม่ยอมทิ้งคบไฟนั้น วิ่งอยู่อย่างนั้น ไฟยิ่งได้ลม ก็ยิ่งมีความร้อนมาก””
 เราก็มาเทียบกับตัวเอง เทียบกับชาวโลก เทียบกับสัตว์โลกมันก็เหมือนกันหมด เป็นทุกข์แต่ไม่ยอมทิ้ง”

 

๕๒. “เราบวชเณรแล้ว ก็ออกมาสมทบกับหมู่พระเณรอยู่สำนักอยู่ใกล้ค่ายกองทหาร แล้วจากนั้นก็ย้อนกลับมาอยู่บ้านนาหัวงัว
 อยู่กับเพิ่นครูอาจารย์มั่นตอนเป็นสามเณร
 เพิ่นสอนให้ท่องสามเณรสิกขา พิจารณาข้อศีลของตน พร้อมทั้งให้ท่องเสขิยวัตร กุศลกรรมบถ ๑๐
 ให้อ่านพระวินัย แนะนำกิจวัตร ข้อวัตรและการถือธุดงค์
 เราก็ปฏิบัติตามเพิ่นว่าเพิ่นสอนทุกอย่างทุกอัน
 อันใดอ่านแล้ว ศึกษาแล้วติดขัดก็เข้าหาเพิ่นครูอาจารย์สิงห์ ท่านอาจารย์มหาปิ่น ให้ช่วยอธิบายแก้ไขแก้ความให้เข้าใจ
 เพิ่นครูอาจารย์มั่นสอนว่า “หนังสือธรรมะหรือหนังสืออันใดก็ตามแต่ที่บันทึกคำขององค์พระพุทธเจ้าไว้แล้วนั้นอย่าไปวางต่ำ อย่าไปวางไว้กับพื้น ต้องเคารพธรรมเคารพสิกขา รักษาหนังสือไว้ให้ดี อย่าให้ถูกไฟเทียน ระวังอย่าให้หนูกัดหรือแมงสาบมากัด กราบก่อนอ่าน - อ่านแล้วกราบ แล้วเก็บไว้ให้สูง มันจึงจะจำได้เข้าใจได้ง่ายในธรรมปริยัติ””

 

๕๓. “ข้อปฏิบัติลึกซึ้งทางธรรมะ เพิ่นครูอาจารย์มั่นยังไม่สอนให้เพิ่นเน้นแต่เรื่องศีลของเณร อย่างอื่นโดยมากเพิ่นจะทำให้ดูเป็นตัวอย่าง การเดินจงกรม การภาวนา การนั่ง การไปมากิริยาเคลื่อนไหวเราก็ชอบสังเกตดูเพิ่นทุกอย่าง เรื่องเสขิยวัตรนี้จะเอาผิดกับเพิ่นไม่ได้เลย ไม่มีช่องเลย เราก็จำไว้ปฏิบัติตามมาตลอด””

 

๕๔. “เราเป็นเณรบวชใหม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับเพิ่นครูอาจารย์มั่น เพราะเพิ่นครูอาจารย์สิงห์         ถือว่าเป็นตาผ้าขาวของเพิ่นครูอาจารย์มั่นมานาน และพ่อออกแม่ออกก็เป็นโยมของเพิ่นครูอาจารย์เสาร์เพิ่นครูอาจารย์มั่นจึงให้อยู่ใกล้ชิดกว่าพระเณรคนอื่นๆ
 เราก็ผิดสังเกตอยู่อย่างหนึ่ง คือ การอบรมว่าการกับหมู่พระเณรหมู่มากนั้น ที่มีอยู่รวมกันที่กำลังติดตามเพิ่นครูอาจารย์มั่นมาอีก ทยอยกันมาเป็นหมู่เป็นคณะ
 เพิ่นครูอาจารย์มั่นจะมอบให้เพิ่นครูอาจารย์สิงห์หมด เข้ากราบเพิ่นครูอาจารย์มั่นแล้ว เพิ่นก็จะบอกว่า “ไปหาท่านสิงห์เน้อๆ””
 ตัวเราเองก็รู้มาว่าหากพระเณรมากมาหุ้มมารุมเพิ่นครูอาจารย์มั่น   ก็จะหาโอกาสช่องทางหนีไปอยู่ทางอื่น  ในใจเราก็หวั่นวิตกอยู่  อีกอย่างหากอยู่ต่อหน้าพระเณรเพิ่นก็จะไม่สอนอะไรให้เรานัก  แต่ขณะอยู่ตามลำพังสองคนเพิ่นก็จะบอกจะสอนนั่นนี่ หรือบางครั้งเพิ่นก็จะทำเป็นอ่านหนังสือให้ฟัง  หรือหาตัวอย่างมาว่ามาสอนมาแจกแจงให้ฟัง
 เราก็อบรมใจของตัวเองอยู่ว่าหากเพิ่นหนีจากเราจะทำอย่างไรชีวิตกายใจก็มอบให้เพิ่นแล้ว คิดแต่ว่าเพิ่นคงไม่ละไม่ทิ้งอย่างนี้
 พอถึงวันก็เป็นอย่างที่เราคิดไว้แล้ว
 ปุ๊บปั๊บเพิ่นก็บอกลาพระเณรมอบภาระทุกอย่างให้เพิ่นครูอาจารย์สิงห์ไม่รู้ว่าเพิ่นเก็บเอาบริขารของเพิ่นในตอนไหน
 ตัวเราเป็นเณรน้อยบวชใหม่ หวังจะอยู่กับเพิ่นผู้เป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ แล้วเพิ่นก็มาหนีจากไป กลั้นใจไว้มิได้ ตั้งใจไม่ทัน ร้องไห้โฮๆ เลยละวันนั้น
 เพิ่นก็ว่า  อย่าไปฮ้องไห้เณรเอ๋ย ให้อยู่กับท่านสิงห์เน้อ
                            เราบ่ได้ไปตายดอก ยังจะกลับมาอยู่”
 ว่าเท่านั้นแล้วเพิ่นก็ไปเลยไม่หันหลังเลย หมู่พระเณรหมู่มากต่างก็เหล๋อหลา ทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่คิดมาก่อนนั่นเอง””

 

๕๕. “หลังจากเพิ่นครูอาจารย์มั่นธุดงค์ไปกรุงเทพแล้วก็อยู่กับเพิ่นครูอาจารย์สิงห์ อายุของเราก็ได้ ๑๖ ปีเต็มเข้า ๑๗
 ไปบิณฑบาตบ้านแจะละแม
 ไปได้เห็นรถยนต์คันแรกในชีวิตก็ไปเห็นอยู่นั่นล่ะ เป็นรถยนต์ ๔ สูบ ของข้าหลวงเมืองอุบล วันนั้นข้าหลวงมาตรวจการณ์บ้านของยายทองสามซ้าว ครูหมอลำ เป็นผู้สอนคณะหมอลำหมอแคนฝึกหัดให้ร้องให้ลำ หมอลำหมอแคนหมอขวัญ
 มีคณะหมอลำคณะอื่นเขาอิจฉาโยมทองสามซ้าว จึงไปฟ้องข้าหลวงว่า ซ่องสุมผู้คน  ข้าหลวงเลยออกมาตรวจ
 อยู่แถวนั้น ก็มีแต่โยมทองสามซ้าวนี้แหละใส่บาตรให้พระเณรหากไม่ใส่เองก็ให้ลูกน้องลงมาใส่ บ้านใหญ่ ๒ หลัง มีชานเชื่อมอยู่ตรงกลาง บ้านหลังตะวันตกให้พวกผู้หญิงอยู่ ด้านตะวันออกให้พวกผู้ชายอยู่ คนที่ไปเรียนลำต้องเอาข้าวไปด้วยและต้องเสียค่าครูคายอ้อหมอลำอีกด้วย
 เรายังจำได้เลยเขาลำว่า
 “ทานให้หมอแคนเป็นมัชฌิมะ
  ทานให้หมอลำเป็นอุตตมะ
  ทานให้จัวให้เณร มันเป็นเวรแก่(ลาก)ลงนรก””
 ลำแล้วก็หัวเราะกันซาว เขามิได้ว่าให้เราหรอก เขาลำหยอกพวกที่รอท่าใส่บาตรให้พระเณรหมู่เพื่อนของเขาต่างหาก
 โยมทองสามซ้าว เป็นคนองอาจ หลาบลายท่าทาง สูงใหญ่เป็นคนงาม อายุประมาณห้าสิบกว่านิดหน่อย ไม่มีครอบครัว เสียงเพราะ เวลาลำนี้ต่อกลอนไหลล่องๆ เวลาฟ้อนก็หลาบลายมือแขนไปด้วยกัน อ้าวล้าว อ้าวล้าว
 หมอลำเมืองอุบลนี่คณะไหนก็สู้คณะของแม่ทองสามซ้าวคนนี้ไปมิได้หรอก เป็นคนใจบุญ วันพระใหญ่มาก็หยุดร้องหยุดลำมาไหว้พระสวดมนต์ ให้ผู้ที่อ่านหนังสือได้อ่านชาดก อ่านคัมภีร์ใบลาน หนังสือสมัยใหม่ ให้ฟังสู่กันฟัง ไล่ลำดับพุทธประวัตินี้ต้องให้แม่นจำให้ได้
 เมื่อข้าหลวงมาตรวจดูแล้วก็ทราบได้ว่าเป็นความอิจฉาให้ร้ายแก่กัน จึงได้ประกาศบอกไปว่าไม่ว่างานรื่นเริงงานสังคมใดๆ ของเมืองอุบลจะให้แม่ทองเป็นแม่ลำคณะใหญ่”
 จากนั้นมาก็ไม่มีใครกล้าเอาเรื่องใส่ความกับคณะหมอลำนี้อีก สู้แม่ทองสามซ้าวนี้มิได้หรอก จนเขาได้แต่งกลอนลำด่าโยมทองสามซ้าวว่า อีทองสามซ้าว
  หีมันยาวสามวา
  ลำไปลำมาสู้มันบ่ได๊””

 

๕๖. “ไปพักอยู่ใกล้ค่ายกองทหาร
 เข้าไปบิณฑบาตในค่ายทหาร
 แล้วไปเห็นเครื่องบินครั้งแรกก็อยู่นั่นละ
 ทหารว่าบินมาแต่โคราชแล้วมาติดขัดอยู่ในค่ายขึ้นยังมิได้ เขากำลังซ่อมเครื่องกันอยู่ โครงเครื่องเป็นเหล็กเบา  ผ้าหุ้มเป็นผ้าใบอาบน้ำมัน เครื่องยนต์อยู่ตรงด้านหัว เขาซ่อมกันอยู่ ๒ - ๓ วัน รอให้อะไหล่มารถไฟมาแต่โคราช
 พอซ่อมได้แล้วมันก็บินขึ้นได้ บินไปต้างย่างๆ
 เสียงมันดังซว่าๆ ควันเป็นสายตามก้นมันไป
 ก็ไปบิณฑบาตในค่ายทหารนี่หละที่ได้ปลาทูทอดได้กินปลาทูทอดครั้งแรกก็อยู่เมืองอุบล
 วันนั้นวันเกิดของเมียนายทหารผู้ใหญ่ ไปกับท่านอาจารย์มหาปิ่นกับพระรูปอื่นอีก ๔ รูปด้วยกัน เมียนายทหารบอกว่า “วันนี้วันเกิดของโยมขออัญญาครูเมตตาให้แนเถิด””
 ของใส่บาตรวันนั้นพิเศษกว่าวันอื่น มีทั้งคาวหวาน น้ำพริก ผักลวก พอเขาใส่บาตรครบหมดแล้วเพิ่นก็ยืนให้พร แต่เพิ่นก็ทำเพียงวันนั้นวันเดียว วันอื่นๆก็เข้าบิณฑบาตก็มิได้ให้พร
 พอถึงวัดเราก็หักแบ่งปลาทูตัวใหญ่นั้นใส่บาตรถวายครูอาจารย์สิงห์ ให้เพิ่นทางหัว เราเอาครึ่งหาง
 เวลาฉันอร่อยมากกินเข้ามันเข้าอ้ำล่ำ อ้ำล่ำ กลืนแล้วพอจะขยอกออกมากินอีก เสร็จแล้วเอาบาตรไปล้าง เอาบาตรของเพิ่นครูอาจารย์สิงห์ไปล้างไม่เหลือเลย ดูในกระโถนเห็นแต่ก้าง””
[๕๗" target="_blank"> “มีอยู่ครั้งหนึ่ง ปีนั้นแหละปีอายุ ๑๗ ปี หลวงปู่อ่อน (ญาณสิริ) หลวงปู่กงมา (จิรปุญฺโญ) จะออกวิเวกพร้อมหาที่จะบ่มบาตร เลยขอเณรติดตามธุดงค์กับเพิ่นครูอาจารย์สิงห์ (ขนฺตยาคโม) เพิ่นครูอาจารย์สิงห์ เลยถามหมู่เณรด้วยกันหลายองค์ว่าใครจะไปด้วย แต่ก็ไม่มีใครสมัครใจรับปาก ผู้ข้าฯ ก็เลยรับอาสาเดินทางกลับขึ้นมาจากอุบลมา ยโสธร หาที่บ่มบาตรและปลีกวิเวกมาได้ที่พักอยู่ดอนปู่ตา บ้านดอนส้มโฮง จ.ยโสธร
 เข้าพักอยู่ดอนปู่ตาได้วันแรกวันสองวันสาม เจ้าจ้ำคนเลี้ยงผีของหมู่บ้านออกมานิมนต์ให้ไปอยู่ที่อื่น  เพราะผีกลัว แต่ท่านอาจารย์อ่อนขอผลัดผ่อนว่าขอให้บ่มบาตรเสร็จเสียก่อนจึงจะไป
 เลยบอกขอหม้อดินแตกกับฟืนโหล (หลัว) ไม้ไผ่แห้งกับชาวบ้านว่าในรุ่งขึ้นจะบ่มบาตรเผาบาตรกันสนิม บาตร ๓ ลูกบ่มพร้อมกันต้องใช้ฟืนมาก

 เห็นแต่ต้นไผ่ไม้ไผ่ที่ยืนตายเป็นกอๆ หลายกอ อยู่รอบๆ กับศาลปู่ตา จึงเข้าไปใกล้แล้วขอไม้ไผ่แห้ง กับผีปู่ตาได้ชาวบ้านมาช่วยคนหนึ่งชื่ออ้ายจัน คนสติบ่ค่อยจะสมประกอบดี คนดีเขาไม่มาเขากลัวผีปู่ตากันหมด ได้แต่อ้ายจัน มาช่วยล้มไม้ไผ่แห้งเตรียมไว้
 แต่วันต่อมานั้นเป็นวันพระ เลยไม่ได้เผาบ่มบาตรมีญาติโยมผู้เคยทำบุญกับพระธุดงค์ก็ออกมาขอจำศีลสมาทานศีลอยู่ด้วย ๖ คน ผู้ชายอีก ๒ คน เขาเตรียมเครื่องหลับเครื่องนอนของเขามาด้วยตั้งแต่ตอนมาส่งจังหันเช้า
 ท่านอาจารย์อ่อนให้ศีลแล้วเขาก็เสาะหาที่พักปูเสื่อพักกลางวันของเขาไป ตอนกลางวันว่ากันว่าจะนอนเป็นคู่ๆ แต่พอใกล้ค่ำเข้ามาพวกผู้หญิงก็มานอนรวมกัน หมู่ผู้ชายก็เข้ามาอยู่ใกล้เรา
 บอกสัญญากันว่าหากมีอะไรแตกต่างให้ร้องหาทันที
 ผีปู่ตาอยู่ดอนปู่ตามีอยู่จริง
 หัวค่ำ ก็จุดเทียนไหว้พระสวดมนต์ ท่านอาจารย์อ่อนพาไหว้ ชาวบ้านเขาก็ไหว้ได้บ้างไม่ได้บ้าง เสร็จแล้วท่านก็อบรมภาวนาเป็นเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องสรณะ จากนั้นก็แยกย้ายกันภาวนา
 ตกดึก มีลมแรง พัดอู้ไปพัดอู้มา พอลมเงียบก็ได้ยินเสียงร้องก๋อยๆ แต่เย็นเยียบในความรู้สึก ขนลุกซู่ไปหมด
 ทีแรกทางญาติโยมก็เงียบ ลมแรงอีกรอบเทียนดับหมด
 เสียงร้องใกล้เข้ามาๆ แล้วก็ห่างออกไป เลาะวนเวียนอยู่บริเวณนั้น
 เราก็ได้แต่เจริญเมตตา จำสวดมนต์บทไหนได้สวดจนหมดถูกผิดไม่เข้าใจ
 ทนอยู่มิได้ฝ่ายโยมผู้ชายก็ลุกย้ายที่นอนมาใกล้ ฝ่ายผู้หญิงก็ร้องวี้ดว้าย ถูลู่ถูลากเครื่องนอนเข้ามาใกล้
 ท่านอาจารย์อ่อน  ท่านอาจารย์กงมา ก็เงียบอยู่
 เสียงนั้นกับลมพัดเป็นอยู่เช่นนั้นเกือบสว่างค่อนคืน

 พอแจ้งเป็นวันใหม่ พ่อออกญาติโยมหมู่นั้น  ก็เข้าบ้านแต่เช้าวันนั้นฉันจังหันแล้ว หลวงปู่อ่อนกับหลวงปู่กงมาก็ไปเสาะหาที่จะอยู่พักใหม่ สังเกตดูเมื่อเช้าเห็นว่าท่านสององค์ก็ย้ายที่นอนเข้าใกล้หากัน คงจะเป็นเพราะเหตุการณ์เมื่อคืน หรือจะเป็นเพราะมดปลวกรบกวนก็เป็นได้
 ให้เราอยู่เฝ้าบริขาร ตกกลางวันอ้ายจันมาอยู่ด้วยทุกวันเลยพากันตัดไม้ไผ่ต่อจากของเมื่อวันก่อนเป็นกองๆ ได้เรียบร้อยแล้ว ก็เอาบาตรแต่ละลูกเข้าไปในโอ่งดินแตกค่ำปากลง เอาไม้ไผ่แห้งมาทับเข้าจากนั้นก็จุดไฟเผา
 ไม่เคยทำหรอก กลัวบาตรแตกก็กลัว กลัวหลวงปู่อ่อนโกรธให้ก็กลัว
 ถ้าไม่บ่มวันนี้ หากพรุ่งนี้ได้ย้ายที่ไปก็จะได้หาฟืนหาไม้ไผ่อีก โกรธก็โกรธเถอะ ตัดสินใจเผาทันที แต่เคยได้ยินครูบาอาจารย์เพิ่นพูดคุยกันว่าเผาอย่าให้ไฟขาด พยายามรักษาฟืนไฟมิให้ขาด เผาจนหมดไม้ไผ่กอนั้น บาตร ๓ ลูก ปล่อยให้มันเย็นเองตกเย็นมาก็ดับไฟ กลบขี้เถ้าเรียบร้อยแล้วก็เอาบาตรออกผึ่งลมแล้วเอาไปล้าง ล้างเสร็จแล้วปรากฏว่าใช้ได้
 วันนั้นตกค่ำอ้ายจันมันก็กลับบ้าน
 ค่ำลับค่ำลง เหลือแต่เราคนเดียว กลัวสุดขีดไม่เคยกลัวผีวันนั้นแหละกลัวสุดๆ เลยกลัวตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ยิ่งคิดยิ่งปรุงยิ่งกลัวค่ำมืดอาจารย์ทั้งสองก็ไม่มา
 กลัวก็กลัว - กลัวพอๆ ขี้จะออกเยี่ยวก็จะออก ตอนกลางวันยิ่งฉันน้ำต้มยารากไม้เยอะ กลัวจนอดมิได้
 ตายเป็นตาย ถ้าเยี่ยวใส่ที่นอนบริขารก็จะเปียกจะเหม็นตัดสินใจลุกออกไปคว้าด้ามกลดไปด้วย ผีมาก็จะทุบจะตี
 ลุกออกไปเยี่ยว
 เยี่ยวไปพิจารณาไป กลัวอันใด ใครกลัว กลัวแล้วได้อะไร พิจารณากลับไปกลับมาในร่างกายในจิตใจ สะดุดกึกในกายในใจสว่างวาบเดียวในใจเหมือนฟ้าแลบ ความกลัวหายหมด
 ไม่เหลืออันใดเลย
 เดินกลับเข้ากลดนั่งภาวนาทำจิตให้สงบ
 พอดึกพอดื่น สองอาจารย์จึงจุดโคมไฟมามองแมงๆ พอมาใกล้ที่พักยิ่งคุยกันดังขึ้นๆ พร้อมร้องเรียก
 ““เณร - เณร - เณรจาม”
 “  เณร - เณร - เณรเจ้าอยู่บ่””
 ““บ่แม่น กลัวจนตายแล้วบ่ อาจารย์””
 ““เณร เณร””
 เราก็นั่งภาวนาเฉยอยู่ พอท่านเข้ามาใกล้กลดจึงลุกรับ
 ““ผมบ่ตายดอก ผมภาวนาอยู่””
 ““บ่ ข้อยนึกว่าเจ้าตายแล้ว””
 ออกจากมุ้งกลดก็จุดเทียน ที่อาบน้ำ ก่อไฟต้มน้ำรากไม้สองอาจารย์ก็ไปอาบน้ำชำระกาย
 อาบน้ำเสร็จก็มาบอกว่า “วันพรุ่งนี้เราฉันจังหันเสร็จก็บ่มบาตร บ่มบาตรเสร็จแล้วจึงไป
 คืนนี้ให้ตั้งใจเจริญภาวนา เมตตาให้ผีทั้งหลาย””
 “ท่านอาจารย์บาตรผมบ่มแล้วละครับ””
 “โหยเจ้าเด็กน้อย เจ้าจะทำอิหยังเป็นมื้ออื่นจังบ่มก็ได้ดอกบ่มเสร็จแล้วจึงไป อยู่นี่บ่   สัปปายะดอก แต่ชาวบ้านเขาไม่ให้อยู่””
 หลวงปู่อ่อนไม่เชื่อว่าบ่มบาตรแล้วพอตกเช้าท่านก็ดูบาตรของตนเปลี่ยนไป หลวงปู่กงมาก็เหมือนกัน
 หลวงปู่อ่อนก็ชื่นชมกับบาตรบ่มใหม่เงางามขึ้นไฮไฟยิบเลย   แต่หลวงปู่กงมาชมว่า ““เณรจามเป็นเณรของท่านอาจารย์ใหญ่””หมายถึงเป็นเณรเป็นตาปะขาวของเพิ่นหลวงปู่มั่น (ภูริทตฺโต) นั่นเอง

 ออกธุดงค์ครั้งแรกของการเป็นเณร
 หายกลัวผี แต่ยังไม่หายสนิทได้ในใจ
 บ่มบาตรเป็นใช้ได้
 ได้ปฏิบัติวัตต์ถากหลวงปู่อ่อน (ญาณสิริ) ท่านอาจารย์กงมา (จิรปุญฺโญ) 
 ไปกลับประมาณ ๑๐ กว่าวัน ก็เข้าอุบล กลับสำนัก
 พอกลับก็ได้ข่าวว่าจะย้ายคณะใหญ่ไปทางจังหวัดขอนแก่น”
 “ออกไปอีกรอบสอง คราวนี้ไปกัน ๕ รูป ท่านอาจารย์มหาปิ่น (ปญฺญาพโล) เป็นหัวหน้า ท่านอาจารย์อ่อน ท่านอาจารย์กงมา  ท่านอาจารย์ลี (ธมฺมธโร) กับท่านอาจารย์สิม ตอนนั้นยังเป็นเณร โยมเขามานิมนต์เขาจะทำบุญ
 ก็พากันไปจนถึงยโสธร พักอยู่ป่าช้าบ้านดอนส้มโฮง บ้านกุดมะเฮ็ง
 ไปถึงวันนั้นก็มีคนตายในหมู่บ้าน ตายมาก่อนแล้วคนหนึ่ง
 วันรุ่งขึ้นเขาก็หามเอามาเผาพร้อมกัน
 รวมเป็นผี ๒ ตน มาเผาพร้อมกัน
 เย็นนั้นบ่าย ๕ โมง ครูบาอาจารย์เพิ่นก็ไปสวดมนต์บ้านทิ้งให้สองเณรอยู่ด้วยกัน
 ตอนที่ยังไม่ค่ำไม่มืดก็อุ่นใจ สบายใจอยู่บ้าง ก็พากันเสาะหายาหม้อยารากไม้มาต้มฉัน ตำรายาต้มของท่านอาจารย์สิม (พุทฺธาจาโร) หม้อต้มก็ไช้ไม้ไผ่หามผี ปล้องใหญ่ เป็นหม้อต้ม ก็ฉันน้ำยาต้ม แต่กลางวันมาก (ต้มด้วยวิธีหลามไฟ)
 แล้วยังต้มไว้รอท่าถวายครูบาอาจารย์อีก ๒ กระบอก
 ค่ำมืดก็เข้ากลดของใครของมัน ทำวัตรไหว้พระสวดมนต์แล้วก็นั่งพักอยู่ ระยะห่างระหว่างกลดที่พักก็ห่างไกลกัน
 ค่ำมืดแล้ว ความเงียบความวังเวง เสียงแมลงแมงไม้ต่างๆ ก็ร้องเยือกเย็น พวกนกฮูกนกเค้าก็ตื่นแสงไฟเขาเผาผี อีบิ้งค้างคาวก็มาพรึบพับ พรึบพับกันอยู่วี้ดๆ วี้งๆ แมงไม้ก็ร้องเสียงแหลม
 ความคิดปรุงแต่ง ขี้ย้านขี้กลัวก็มีมา มือก็เย็นเท้าก็เย็นมองไปทางที่ครูบาอาจารย์เพิ่นไปก็มืดตื้อ ไม่มีวี่แววอะไรมืดกะทุ่มคุ่มคู
 นั่งคิดนั่งปรุงอยู่นั้นกลั้นปัสสาวะอยู่
 ท่านอาจารย์สิม (พุทฺธาจาโร) ก็ไม่จุดเทียน อยู่เงียบเฉย ครั้นเราจะร้องหาก็เกรงว่าจะทำลายสมาธิภาวนา หรือจะมาพูดได้ว่าตัวเราเป็นเณรขี้ย้านขี้กลัวขี้ขลาดตาขาว
 ก็ได้แต่นั่งอดทนอยู่
 จึงพิจารณาไปอีกว่า คราวก่อนนั้นก็กลัวแล้วหายได้
 มาคราวนี้จะไปย้านไปกลัวอะไร คราวก่อนนั้นเราอยู่คนเดียว คราวนี้มีเพื่อนอยู่ด้วย
 จึงตั้งใจได้เลยมุดกลดออกไปปัสสาวะ
 นั่งเบาเสร็จแล้วก็เดินไปที่กองฟอน เอาไม้เขี่ยปลายฟืนที่ยังไหม้ไม่หมด เขี่ยเข้ากลางกองไฟ ทิ้งกิ่งไม้แห้งเข้าไปอีก ไฟก็ลุกสว่างแต่คราบศพของคนนั้นเผาไหม้หมดแล้ว
 ยืนพิจารณาอสุภะปฏิกูลอยู่
 ตายแล้วก็เป็นดินเป็นเถ้าไม่เหลืออะไรว่าเป็นกระดูกก็เป็นดิน
 คนทั้งคนตายแล้วไม่เห็นมีอะไร
 สองคนนี้ก็เหมือนกัน อะไรเป็นผี - ไม่มี
            อะไรจะมาหลอกมาหลอน ใครเป็นคนกลัว

 จึงพิจารณาต่อไปว่าที่กลัวก็จิตของเรานี้เอง ที่มันเป็นบ้าไปเป็นบ้าจนกลัวตัวเอง สังขารมันปรุงไปตามกิเลส
 ใจขาดธรรมจึงเป็นใจของสังขาร
 ขาดเพราะสติปัญญามีไม่เพียงพอ
 ธรรมมีย่อมเอาชนะกิเลสได้เพราะเป็นผู้มีสติปัญญา
 เมื่อเราเข้าใจแจ่มแจ้งดังนี้แล้วความกลัวหายไปหมด แต่นั้นมาจนเฒ่าจนแก่ความกลัวผีไม่เคยมีขึ้นในจิตใจ
 เมื่อพิจารณาตกลงกับใจได้แล้ว
 ท่านอาจารย์สิม (พุทฺธาจาโร) เพิ่นเห็นไฟลุกสว่างจึงออกมาดู
 ก็คุยกันเรื่องความกลัวไม่กลัวผีอยู่สักพัก หมู่คณะครูบาอาจารย์จึงได้มาถึง มีโยมตามมาส่ง
 พอหมู่ครูบาอาจารย์มาเห็นผู้ข้าฯ กับท่านอาจารย์สิม พากันยืนผิงไฟเตาเผากองฟอนผีอยู่ ก็ถามว่า “เณรหมู่เจ้าบ่ย้านผีหรือ””
  “ไม่ย้านครับผม””
  “เออ ดีแล้ว””

..........................................................................................................................................

ขอขอบคุณที่มาบทความ  จากหนังสือ ธรรมะประวัติหลวงปู่จาม  มหาปุญโญ  ผู้มากมีบุญ  วัดป่าวิเวกวัฒนาราม  บ้านห้วยทราย  คำชะอี  จ.มุกดาหาร

01 เมษายน 2551
เวลา 10:37 น. [A-515]

เชิญแสดงความเห็นในประเด็นนี้ | อ่านบทความครั้งก่อน

bookmarkความเห็นของผู้อ่าน...   

ธ ร ร ม ส ว น ะ
contact us : webmaster@dhammasavana.or.th