formumandme.com  
   ธรรมะประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญโญ : วัยติดตนต้นธรรม 4  

pic_no_786_zjrm_rs2_604.jpgธรรมะประวัติหลวงปู่จาม  มหาปุญโญ  :  วัยติดตนต้นธรรม 4

๗๙. “อยู่ขอนแก่น เป็นเณรมีอยู่หลายรูปด้วยกัน ท่านอาจารย์สิม อาจารย์วัง ผู้ข้าฯ หลายเณร ท่านอาจารย์สิงห์ใช้ให้ขุดหัวไผ่โจด คนละ ๖ หัวต่อวัน ไปสร้างวัดใหม่ โคกป่าโจด ฉันจังหันแล้วขุดให้ได้ ๓ หัว ตอนบ่ายอีก ๓ หัว หัวหนึ่งก็ได้ตารางเมตร ขุดแล้วเอาไม้คานงัดขึ้น เคาะดินออก แห้งแล้วก็เผา ทำอยู่นานจนได้บริเวณวัดสะอาดกว้างขวาง
 ท่านอาจารย์สิมเป็นเณรใหญ่กว่าหมู่เพื่อน มักหลบเข้าป่าไปจนบ่ายค่ำจึงออกมา
 อาจารย์วัง (ฐิติสาโร) กับผู้ข้าช่วยกันงัดช่วยกันขุดขึ้น เพิ่นหลวงปู่ฝั้นมาช่วยขนไปกองรวมกันไว้
 เสร็จจากขุดกอไผ่โจดแล้วก็ไปขุดบ่อน้ำ บ่อแรก บ่อสองไม่ได้น้ำ ขุดบ่อสามได้น้ำซึมไหลออกมาแต่ไม่พอใช้
 ท่านอาจารย์สิงห์ไปขอถังน้ำจากท่าน พระครูวัดศรีจันทร์ ท่านให้มาเอาไปตั้งริมบ่อไว้ ต้องพากันตักตอนกลางคืน ตักใส่จนเต็มถังแล้ว ก็ปิดฝาใส่กุญแจไว้ ถ้าไม่ใส่กุญแจชาวบ้านเขามาตักน้ำเอาในถังยิ่งพวกสาวมาตักน้ำยิ่งดื้อ สาวเมืองขอนแก่นดื้อซน มักหยอกเย้าพระเณร

 สมัยนั้นขอนแก่นแล้ง หาน้ำจะกินจะใช้ก็ไม่มี ตกหน้าแล้งน้ำแห้งมาเดี๋ยวนี้รัฐบาลทำเขื่อนน้ำจึงไม่ขาดแคลน  ใต้ดินน้ำมีทั่วไป
 ทุกข์หลายมือนี้แตกจะปั้นข้าวกินก็มิได้ ข้าวก็ติดมือไปบิณฑบาตมา ก็ต้องมาแบ่งข้าวให้แม่ชี แม่ชีก็หลายคนแบ่งปันกันพอได้อิ่มไปวันๆ ลำบากมากการเป็นอยู่ใช้สอย
 ผู้ข้าฯ เป็นเณรของท่านอาจารย์สิงห์ มีอะไรเพิ่นก็เรียกใช้เรียกหา ให้ทำนั่นทำนี่ เราก็ทำ ขี้เกียจขี้คร้านไม่เป็นล่ะ
 โดนๆ ที เพิ่นครูอาจารย์สิงห์สั่งเอาไอติ๋มเสียบไม้มาเลี้ยงพระมาเลี้ยงเณร เลี้ยงผู้คนตอนสาย ได้กินไอติ๋มครั้งแรกก็อยู่วัดโคกเหล่างา
 เป็นเด็กน้อยกำลังอยู่กำลังกิน คนหนึ่งเพิ่นให้ ๓ แท่ง ฉันกันเสร็จแล้วก็ทำงานต่อ ถางป่าขุดหัวโจด ปลุกกุฏิ ทำทางจงกรม
 หมู่พระภิกขุครูบาอาจารย์ ท่านอาจารย์ฝั้น (อาจาโร) เพิ่นหลวงปู่ดี (ฉนฺโน) ขยันในการงาน แข็งแรง ทำงานไว ได้ระเบียบ  ได้แบบอย่าง
 ถ้าวันไหนได้พักผ่อนก็ได้หลบภาวนา บางครั้ง ท่านอาจารย์ดีพาไปเลาะดอนผีปู่ตา ลักขโมยเผาศาลผีของเขาชาวบ้าน
 “เอาเลยเณร เอาเลยเณร จุดไฟเผามันเลย” ท่านอาจารย์ดีท่านนั่งเพ่งเตโชกสิณปราบผี จนผีหนีหาย ชาวบ้านไม่พอใจมาว่าให้ก็มี คนเลิกถือผีก็มีมาก หน้าที่สอนเป็นของท่านอาจารย์สิงห์  หน้าที่ปราบไสยศาสตร์ เดรัจฉานวิชชา เป็นของท่านอาจารย์ดี หน้าที่ดูแลพระเณรท่านอาจารย์อ่อน  ท่านหลวงปู่ฝั้น  ท่านหลวงปู่หลุย
 อยู่ได้เกือบ ๒ ปี ที่ขอนแก่น มาป่วยเหน็บชาเสียก่อน””

 

๘๐. “เป็นเณรอยู่ขอนแก่น เณรสิมเป็นหัวหน้า เณรอุ่น เณรแวด เณรเปื้อง เณรบุญมี เณรวัง เณรอินทร์ บุญมี เมืองน้ำพอง  บุญมีเมืองอุบล ๑๓ - ๑๔ เณรด้วยกัน ไปทางใดสาวชอบมองสาวก็มักร้องหยอกหมู่เณรทั้งหลาย
 “เณรผู้ไท ผิวมันขาว สาวมันชอบ””
 เณรวัง เณรอุ่น ไปเผลอตัวอย่างไรไม่รู้ถูกสาวกอด ทีนี้ไปไหนมาไหนต้องมีพระไปด้วย
 อาจารย์อ่อน อาจารย์ฝั้นคอยดูแล พระเณรน้อยหนุ่ม ช่วยเพิ่นครูอาจารย์สิงห์””

 

๘๑. “ท่านอาจารย์สิงห์ (ขนฺตยาคโม) เกิดก่อน ท่านอาจารย์มหาปิ่น (ปญฺญาพโล) อยู่ ๓ ปี แต่พรรษาห่างกันอยู่ ๕ ปี
 ท่านอาจารย์มหาปิ่น  เรียนหนังสือ ได้ประโยคห้าจึงติดนิสสัยปริยัติต้องมาแก้นิสสัยนี้อยู่หลายปีจึงภาวนาเป็น เทศน์เก่ง อ้างบาลี อ้างที่มา แจกแจงเหตุผลของตำราที่มาได้ดีแม่นยำกว่าท่านอาจารย์สิงห์
 แต่ท่านอาจารย์สิงห์ เทศน์แก้เหตุผลการปฏิบัติได้ดีกว่า พูดเก่งกว่าไหวพริบปฏิภาณดี แก้ปัญหาได้ว่องไว แก้ใจของผู้ติดขัดการภาวนาได้ดี แก้นิสสัยมิจฉาทิฐิให้กับชาวบ้านได้ดี มีอานุภาพภายในผู้คนเชื่อฟัง
 ท่านสอนเน้นให้ตั้งใจในข้อวัตรภายในภายนอกให้มุ่งประโยชน์ให้ข้อปฏิบัติ หวังดีต่อประเทศชาติพระศาสนา
 หากคราวใดได้แสดงธรรม เทศน์ธรรมคู่กันท่านจะให้ท่านอาจารย์มหาปิ่นแสดงก่อน แล้วท่านก็จะแสดงแก้ธรรมให้กระจ่างในการปฏิบัติ พระเณร ผู้คน ก็เข้าใจปริยัติหนังสือของท่านอาจารย์มหาปิ่น แล้วก็นำไปปฏิบัติได้ตามอุบายของท่านอาจารย์สิงห์
 ท่านอาจารย์มหาปิ่นเคารพตำรับตำรามาก เก็บอย่างดีไม่ให้วางที่ต่ำ หรือวางทิ้งทั่วไป
 ส่วนท่านอาจารย์สิงห์เคารพข้อวัตรมิให้ประมาทในข้อวัตรถือเอาแบบอย่างของเพิ่นครูอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) ได้เกือบหมด หากมีใครทำผิด เพิ่นก็จะบอกทันทีไม่ค้างเอาไว้”

 

๘๒. “หมู่พระเณรย้ายจากบ้านนาหัวงัวแล้วงานเดือน ๓ เพ็ญ ไปนอนพักอยู่ร้อยเอ็ดคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นก็ถึงขอนแก่น
 อยู่ขอนแก่นได้หลายวันแล้วก็ยังเป็นข้างแรมอยู่ ท่านอาจารย์อ่อน (ญาณสิริ) ขอเณรกับเพิ่นครูอาจารย์สิงห์ (ขนฺตยาคโม) จะให้ไปบ้านดอนเงินกุมภวาปีด้วย เพิ่นครูอาจารย์สิงห์กับบอกให้ผู้ข้าฯ ไปด้วย
 ท่านอาจารย์อ่อนจะไปหาแม่ออกของเพิ่นจะไปโปรดสอนเอาญาติพี่น้องด้วย  อีกอย่างท่านอาจารย์อ่อน  คิดถึงบ้านจะกลับไปเยี่ยมบ้าน
 ปีนั้นท่านอาจารย์อ่อนพรรษาครบ ๕ ได้นิสสัยมุตตกะ
 ไปถึงแล้วเพิ่นก็ต่อสู้กับพวกธรรมไก่ต่อ ธรรมอ้อลงคายหงายขัน ท่านอาจารย์อ่อนต่อสู้ปราบทิฐิพวกชาวบ้านอยู่นานเขาจึงยอม จะเป็นใครที่ไหนก็เป็นลุงของเพิ่นเอง
 ไปจากขอนแก่นว่าจะไปสอนเอาแม่ของเพิ่น ไปแล้วยายเฒ่าก็บวชเป็นแม่ชีแล้วไปอยู่กับท่านอัญญาครูดี คนบ้านม่วงไข่พรรณนานิคม สอนไม่ได้แม่ออกของเพิ่นไม่ฟัง ท่านอาจารย์อ่อนว่าอะไรนิดหน่อยก็โกรธให้แม่ออกของเพิ่น ท่านอาจารย์อ่อน คนโกรธง่ายหายเร็ว เอะอะไม่ถูกใจก็โกรธเลยทันที””

 

๘๓. “อยู่บ้านดอนเงินนั่นล่ะ
 ไปปะเอาสาวงามคนหนึ่งเป็นหลานสาวท่านอาจารย์อ่อนชื่อ นางสาวขาว ชอบมาหาเรามาพูดคุย เอาสบู่มาให้เอาผ้าเช็ดหน้ามาให้ เอากระจกส่องมาให้ เอาของใช้อย่างอื่นมาให้ใช้ เราก็บอกว่า ไม่ต้องเอามาให้ก็ได้มีพอได้ใช้อยู่
 มาช่วยดายหญ้า มาช่วยตัดไม้หาฟืน ตักน้ำให้ มาคุยนั่นนี่สารทุกข์สุขดิบไต่ถามพื้นเพความเป็นมา เราก็ตอบเขาไปตามเรื่อง
 ท่านอาจารย์อ่อนเห็นก็ด่าเอาแล้วทีนี้
 ““เณรผู้ไทตายห่ามามักสาวผู้ลาว””ครูอาจารย์อ่อนด่าให้
 ““กระผมไม่รักหรอกครับท่านอาจารย์ โยมเขามาหาจะเฉยเตยเวยก็คนกับคน เณรกับสาว ท่านอาจารย์จะให้ผมทำอย่างไรเล่าครับ””
 ทีนี่เพิ่นก็ไปว่าให้กับหลานสาวของเพิ่น ““อยากได้เณรผู้ไทเป็นผัวบ่อีนี่””
 สาวขาวก็ว่า   “ก็หลวงลุงบอกให้รู้จักต้อนรับดูแลพระเณรปฏิบัติพระเณรว่าเป็นบุญ   เป็นกุศล ข้าน้อยก็ต้องทำตามอีกอย่างเณรก็มิใช่คนบ้านเฮา ก็ต้องดูแล แน่จั๊กน่อย บัดเดี๋ยวจะว่าคนบ้านเฮาแล้งน้ำใจ ข้าน้อยก็อยากได้บุญ””
 ผู้ข้าฯ เกิดเดือน ๖ สาวขาวเกิดเดือน ๑๑ อายุเข้า ๑๘ ปีเท่ากัน เราก็ซื่อใสใครเข้ามาหาก็พูดคุยไปตามเรื่องตามการ ไม่รู้หรอกว่าเขารักเราเข้าแล้วจริงๆ จนนางสาวขาวมาบอกว่า “ถ้าหากได้ผู้ชายแบบอ้ายเณรนี้ ข้าน้อยจึงสิแต่งงานหากไม่ได้ก็ขออยู่เป็นสาวเฒ่าเปล่าดายไร้คู่คีง นอน จะบวชเป็นแม่ชีแม่ขาวจำศีลอยู่วัด หากพี่เณรจะเอาไปเลี้ยงก็จะหนีไปอยู่ด้วย””
 เราก็บอกว่า “ชาติชีวิตนี้คงจะเอามิได้หรอก เพราะบวชแล้วเป็นลูกพระพุทธเจ้า ลูกเมียบ่เกี่ยวข้องขอให้น้องจงอยู่เป็นสุขสบายเถิด””
 เรารู้แล้วที่นี้ก็ต้องได้ระวังตัวอยู่ตลอดเวลา แต่เขาก็ไม่ได้แสดงกิริยาอาการทางใคร่ทางกามแต่อย่างใด เคารพกราบไหว้เรายิ่งกว่าท่านอาจารย์อ่อนผู้เป็นอาจารย์ผู้เป็นลุงของเขาเสียอีก
 มารู้ภายหลังว่าหลังจากเรามาอยู่ขอนแก่น เป็นสาวใหญ่ขึ้นมาไม่แต่งงานไปบวชเป็นแม่ชีแม่ขาวอยู่ตลอดชีวิต”
 นางสาวขาวคนนี้เคยเป็นเมียมาหลายหมื่นชาติ มาเห็นหน้าชาตินี้จึงได้มีจิตใจเกี่ยวพันกันไว้ชอบพอกับไปตามกรรมของสัตว์ทั้งหลายในโลก””

 

๘๔. “อยู่กับท่านอาจารย์อ่อน บ้านหนองบัวบาน อะไรนิดก็ดุก็ว่าอะไรนิดหน่อยก็ดุก็ว่า กลัวเราทำผิดศีลของเณร ผิดเสขิยวัตร บอกสอนอะไรก็สอนแต่ว่าให้เอาเพิ่นเป็นตัวอย่างเป็นครู อยู่กับอาจารย์องค์ใดให้เอาอย่างอาจารย์องค์นั้น แม้จะทำไม่ได้ครบอย่าง แต่ให้เป็นศิษย์มีครู อย่าเป็นศิษย์เลยครู ไม่มีครูอาจารย์ ให้รักษาแบบแผนแบบอย่างของพระป่า กรรมฐานที่มีตัวอย่างแนวปฏิปทาดั้งเดิม”
 เราเป็นเณรก็ฟังท่านครูอาจารย์อ่อนโต้วาทีต่อสู้กับญาติพี่น้อง จนสุดท้ายทรมานเขาได้คนเชื่อก็มี คนไม่เชื่อก็มีอยู่ แต่คนเชื่อถือมีมากกว่า ตัวเราเป็นเณรหนุ่มต้องหลบซ้ายหลบขวากับหลานสาวของเพิ่น  เพิ่นก็ด่าว่าให้ กลัวเราไปรักหลานสาวของเพิ่น””

 

๘๕. “ไปอยู่บ้านดอนเงิน กุมภวาปี อยู่ ๒ เดือนกว่า
 ท่านอาจารย์อ่อนเพิ่นว่า เพิ่นจะไปสอนญาติพี่น้องแม่ออกของเพิ่นให้รู้จักภาวนาให้รู้จักการปฏิบัติกรรมฐาน
 เพิ่นไปคราวนั้นก็พอได้แต่ทำให้โยมญาติพี่น้องของเพิ่นรู้จักศาสนาดีขึ้น
 แต่คนเฒ่า(แม่ชีบุญมา) ไม่ฟัง ไม่ลงให้ลูกชาย ได้แต่ต่อว่าให้กับลูกชายว่า
 “ครูบาก็ได้บวชแล้วอยู่ค้ำศาสนาแล้ว
 ได้พบปะครูบาอาจารย์ใหญ่ (ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น  ภูริทตฺโต) มาแล้ว
 บวชแล้วผัดเอาแต่ความโกรธมาว่าให้อีแม่
 อย่าห่วงอีแม่เลย อีแม่ฟังธรรมฟังเทศน์ของเพิ่นอัญญาครูดีบ้านม่วงไข่เพิ่นมาอยู่โปรดสอนเอาอีแม่อยู่นี่อยู่บ้านจิป่าขีนี่ ศีลอีแม่ก็ฮู้จักกรรมฐานภาวนาก็รู้จักบ่ตายเปล่าดอก
 ครูบาอาจารย์มาอยู่มาเยี่ยมบ้านก็ดีแล้วให้ว่าให้กับหมู่ญาติพี่น้องทั้งหลายให้เขาหูตาสว่างขึ้นมาได้อีแม่ก็ดีใจแล้ว””
 มีอยู่วันหนึ่งแม่ชีเฒ่ามาหาผู้ข้าฯ  มาพร้อมกับสาวขาวคนงามมาเว้ากับผู้ข้าฯว่า        “นิมนต์เด้อครูบาเณร  ขอให้อยู่ไปตลอดชีวิตเด้อ อย่าไปสึกออกมาหาโลกทุกข์นี้ แม่ชีฮู้เห็นมาหมดแล้วว่ามันทุกข์ขนาดได๋ในชีวิตนี้  มาอยู่นี่ก็ขอให้อยู่นานๆ แน่ หมู่ข้าน้อยลูกหลานจะได้ทำบุญทำทาน แม่ชีปีนี้ก็เฒ่าแก่หลายแล้ว อยู่โปรดให้เหิงๆ แน่””

 จากนั้นคนเฒ่าก็เล่าว่า “มาจากร้อยเอ็ดอพยพมาอยู่กุมภวาปี แก่แล้วจึงได้รู้จักศีลรู้จักธรรม ชีวิตนี้ทุกข์หลายมีลูก ๒๐ คน ตาย ๑๐ ยังเหลือ ๑๐ ทำไฮ่ทำนาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม แม่ชีนี้เป็นบาปกับต้มไหมนี่หละ บาปหลายแฮง””
 เราสังเกตดู โอ... คนเฒ่านี้เป็นคนแข็งแรงพละกำลังดี ร่างใหญ่ กินได้มากทำงานไวรวดเร็ว อยู่บ้านป่าบ้านดงไม่ทำอะไร อาหารก็ปลาแง่หนองหานไปอยู่นั่นเขาเอาแต่ปลาล่ะมาให้ฉัน
 ท่านอาจารย์อ่อนว่า “แม่ออกผู้เฒ่านี้จิตใจยังกังวลอยู่กับบาปกรรมต้มฝักหลอก ทำไหม สาวไหม ตายไปหลายแสนหลายล้านตัว บอกว่าอย่างใดให้ปล่อยให้วาง อย่าเอาของเก่ามาคิดก็ยังเอามาคิดอยู่””
 คนเฒ่าก็ว่า “ครูบาเณรบวชแต่น้อยแต่หนุ่มยังบ่ได้ทำบาปอิหยัง
           ขอนิมนต์ตั้งใจให้ได้เด้อ มาช่วยแม่ชีแน่
           อัญญาครูดี เพิ่นก็บอกสอนแม่ชีอยู่ดอกว่า ของเก่าการกระทำอันผิดพลาดห้ามบ่ให้คึดมา บ่ให้คึดถึงบาปของเก่า ให้ใส่ใจแต่ในบุญของใหม่ ทำความดี ระลึกถึงศีล ให้ภาวนา แม่ชีก็พยายามเต็มที่อยู่””
 จากนั้นคนเฒ่าก็ถามถึงบ้านเกิดเมืองนอนประเพณีของพวกผู้ไท อาชีพ การเป็นอยู่ การอบรมจากครูบาอาจารย์
 เราก็เล่าให้ฟัง คุยกันยืดยาวอยู่กับคนเฒ่าแม่ชีบุญมา

 

๘๖. ไปอยู่บ้านดอนเงินคราวนั้นล่ะ (๒๔๗๑) ท่านอาจารย์อ่อนก็บอกให้โยมพาทำห้างร้านที่พักให้อยู่ระหว่างกอไผ่ ๓ กอ ใต้ต้นไม้ยางใหญ่
 วันหนึ่งปฏิบัติวัตต์ถากเพิ่นเรียบร้อยแล้วเราก็ไปเดินจงกรมจนมืดแล้วขึ้นที่พักไหว้พระสวดมนต์ นั่งภาวนาต่อไปจนดึก ก็ลุกไปปัสสาวะครั้งหนึ่งมันยังไม่ง่วงก็นั่งภาวนาต่อไปอีก
 ได้ยินเสียงไก่ขันกกก็รู้สึกตัวเองนั่งภาวนาอยู่ มันรู้ของมันอยู่
 รู้ไปได้อีกสักพักหนึ่ง
 ก็มีจุดแสงสว่าง จุดน้อยๆ สีแดง สีขาว และสีเขียว อยู่ใกล้กันจากนั้นก็ยาวใหญ่เชื่อมเข้าหากันเป็นอันเดียวกันหมดดวงใหญ่เท่ากับดวงพระอาทิตย์ขึ้นเต็มดวงในขอบฟ้ายามเช้า
 เราเข้าใจว่าเป็นพระอาทิตย์ แต่ก็รู้ทันมันอยู่ว่ากำกับรู้ของตัวเองอยู่จึงกำหนดรู้เอาดวงไฟนั้นเป็นบริกรรมรู้อยู่ เป็นอารมณ์รู้อยู่ มันเหมือนกับจิตเราก็แจ้งสว่างอยู่อย่างนั้นด้วย
 มันก็อยู่เป็นสุขสบายอยู่ นั่งอยู่ จนเช้าสายได้เวลาบิณฑบาตท่านอาจารย์อ่อนมาเรียก
 “เณร เณร แม่นนอนตายแล้วหรือนี่
 เจ้าสิมานอนกินบ้านกินเมืองอยู่นี่บ่ ลุก ลุก สายแล้ว””
 เราก็สะดุ้งรู้สึกตัวขึ้น จิตถอนดวงไฟนั้นก็หายความสว่างในจิตก็ดับหายไป
 ทีนี่ท่านอาจารย์อ่อนก็สังเกตเห็นเราลุกออกมาจีวรก็ครองอยู่ไม่งัวเงียไม่สะลึมสะลือ ไม่ง่วงหงาว ตื่นลุกขึ้นก็แช่มชื่น ไม่มีขี้หูขี้ตา แจ่มใส กระปรี้กระเปร่า มันสดใสอยู่ภายใน  อิ่มอยู่ภายใน
 ท่านอาจารย์อ่อนจึงถามว่า
 ““เจ้าเฮ็ดอิหยังอยู่”
 ““ครับ ผมนั่งภาวนาอยู่ครับ””
 “ เป็นอย่างใด ?”
 ““เป็นดวงไฟครับ””
 “ ใหญ่ประมาณใด๋ ?”
 ““เท่ากับพระอาทิตย์ขึ้นขอบฟ้ายามเช้าครับ””
 “ นานเท่าใด ?”
 ““ตั้งแต่ไก่ขันกกครับ””
 ““เออ  ดี” ”
 จากนั้นก็พากันออกไปบิณฑบาต
 พอกลับไปขอนแก่นท่านอาจารย์อ่อนก็ไปเล่าให้เพิ่นครูอาจารย์สิงห์ฟังเพิ่นครูอาจารย์สิงห์ก็ว่า “เป็นวาสนาของเณรจาม””
 จากนั้นมาท่านอาจารย์อ่อนก็ไม่ค่อยด่าว่าหรือโกรธให้เราเท่าใดนัก
 เราได้โอกาสจึงเล่าเรียนปรึกษากับเพิ่นครูอาจารย์สิงห์โดยละเอียด
 เพิ่นก็ให้อุบายว่า  “อย่าไปเผลอ
       ให้มีสติคือผู้รู้อยู่เสมอ
        อารมณ์ต่างหาก รู้ต่างหาก ภาพนั้นต่างหาก
        ให้รู้แบบแยก อย่ารู้แบบรวม มันยังบ่เก่งชำนาญ
          ในภายใน ตั้งใจไปเถิดแต่อย่าคิดหาอารมณ์แบบเดิม
 นั่นอีกหากจะเกิดจะเป็นก็เป็นภายในจิตใจของเรานี้เองดอก อย่าลืมอย่าเผลอ ต้องมีสติมั่นอยู่กับตัวผู้รู้นั่น””

 

๘๗. “ท่านอาจารย์สิงห์ (ขนฺตยาคโม) เคยเป็นครูมูล  ครูประโยคมัธยม  อยู่โรงเรียนวัดสร่างโศรกเกษมศิลป์ เป็นครูสอนหนังสืออยู่ ๔ ปี เพิ่นครูอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) เสาะหาเห็น แล้วก็ชักชวนให้มาฝึกหัดปฏิบัติ
 เพิ่นเทศน์สอนอบรมพระเณรว่า “เราได้ดีเพราะเทวทูตสูตร ชราสูตรเป็นปฐมแต่ต้นออกปฏิบัติ ครั้นพอตั้งใจของตนไว้ได้แล้วก็ได้กายคตาสูตรเกิดได้ในภายในของตน จึงตัดสินใจตามท่านอาจารย์ใหญ่ออกมาปฏิบัติจนวันนี้ ถ้ายังเป็นพระสูตรก็อยู่ในตำหรับตำรา แต่ถ้าเราเอาปฏิบัติในภายในน้อมเข้าหาภายในนี้ก็เป็นปฏิบัติ เรียกว่า ปฏิบัติตามปริยัติ ส่วนผลนั้นก็จักตามมามีมาเองดอก””
 ท่านอาจารย์ฝั้น (อาจาโร) เรียนถามเพิ่นครูอาจารย์สิงห์ว่า “กายคตาเป็นของสาธารณ์ทั่วไปหรือครับ ? ””
 “ทั่วไปแต่ชัดเจนในอาการใดอาการหนึ่งเฉพาะตรงกับนิสสัยสันดานที่ตนเองเคยอบรมต่อหลายภพต่อหลายชาติ ของผมนี้ หทยํ คือหัวใจมันชัดเจนก็เป็นอาการกายคตาสำหรับพิจารณาของผมมาโดยตลอด””
 อันนี้ มันตรงกับที่ท่านอาจารย์ดีเล่าให้หมู่พระเณรฟังว่า “ครูบาอาจารย์สิงห์เป็นคนหัวใจใหญ่ ภายในหัวใจมีซองหัวใจบรรจุน้ำเลี้ยงหัวใจสีใสขาวไม่ขุ่นข้น”
 ครูอาจารย์สิงห์ เก่งในอุบายการเทศน์สอนผู้คน ให้ตั้งใจในการปฏิบัติพระศาสนา ให้ละทิ้งประเพณีอันไร้สาระ ผู้คนเคารพศรัทธาต่อเพิ่นมากและในยุคนั้น คนเขารู้จักเพิ่นครูอาจารย์สิงห์มากกว่ารู้จักเพิ่นครูอาจารย์มั่น เพิ่นครูอาจารย์เสาร์ เป็นผู้มีอำนาจพระเณรเกรงกลัวมาก ผู้ข้าฯ ไม่กลัวเพิ่นมีอะไรก็เข้าหาเข้าเล่าให้เพิ่นฟังได้ตลอด เพราะเวลาเพิ่นแก้ปัญหาให้เราก็ได้ปัญญาได้ความรู้ดีมาก””

 

๘๘. “อายุ ๑๘ ปี อยู่ขอนแก่นบ้านหนองขาม หนองโจด
 ตอนเช้าเข้าหมู่บ้านบิณฑบาต
 มีนางสาว กำลังเป็นสาวอายุ ๑๗ - ๑๘ ปี มาแย่งกันใส่บาตรให้เรา มาทุกวัน ทั้ง ๓ คน แย่งกันใส่ก่อน ใครได้ใส่แล้วกับจับแขนเราเขย่าพร้อมเรียก “อ้ายเณรๆ” (พี่เณรๆ)
 บางวันจับแขน บางวันจับมือ บางวันจับบาตรเขย่า ผู้สาวเมืองขอนแก่น ดื้อแท้ๆ ล่ะยุคสมัยนั้น
 ไม่รู้เหตุผลอะไรที่เขามาทำอย่างนั้น
 ได้แต่ท่านอาจารย์อ่อน ว่าให้เราสอนเขาว่าอย่างทำแบบนี้มันเป็นบาปเป็นกรรม
 แต่เพิ่นครูอาจารย์สิงห์ก็ไม่ว่าอะไร ได้แต่บอกว่า “ให้ตั้งใจสำรวมระวังตั้งใจรักษาศีลของตนใหม่ ให้สะอาดบริสุทธิ์ ตั้งใจเอาใหม่””
 โห.... อาหารที่เขาเอามาใส่บาตรให้เรา ดีกว่าอาหารที่เขาใส่ให้แก่ครูบาอาจารย์ เฉพาะใส่ให้เราฉันอิ่ม ๓ องค์ ๔ องค์ ของคนเดียวนะ  ผู้ข้าฯ อยู่นั้นได้ ๓ สาวนั้นล่ะใส่บาตรให้ฉัน””

 

๘๙. “อยู่โคกเหล่างานั่นหละ ทำกุฏิให้พระเณรอยู่ แล้วเป็นหลังๆ แล้วให้ขึ้นอยู่ตามลำดับพรรษา ไปอยู่ใหม่ๆ ก็ปักกลดกางกลดกันอยู่ตามร่มเงาไม้ตามเหง้าไม้โจดกอที่มันใหญ่  พอกุฏิผู้ข้าฯ แล้วเสร็จก็อยู่ได้แค่ ๖ วัน
 วันที่ ๗ ขณะขึ้นกระไดนั้น มือเราก็ดึงแม่กระได ทำให้กระไดหงายมาทางคน กระไดก็พลิก เลยล้มลงทั้งคนทั้งกระได กระดูกสันหลังกลางหลัง ก็ไปกระแทกเอากับตอไม้ชาดที่เขาตัดตอจำดิน เอามาทำเป็นเสากุฏิ ก็เริ่มเจ็บหลัง แต่วันนั้นมา ปลายมือปลายเท้าก็มึนชาแรกๆ ก็พอไปบิณฑบาตได้ หลายวันเข้าก็ลุกไม่ได้ พระเณรเอาเข้ามาส่งอยู่วัดศรีจันทร์ให้หมอมาดูแลรักษา แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน ขอให้พระที่มาเรียนหนังสือเขียนจดหมายแจ้งมาบ้าน ให้พ่อออกไปรับ
 พ่อออก บ่าวเก๊อะ อ้ายแดง อ้ายเจ๊ก เอาเกวียนไปรับมาแต่วัดศรีจันทร์ มารักษาอยู่บ้าน หมอเขาว่าเป็นโรคเหน็บชา มีโอกาสหาย ถ้ารักษาอย่างถูกวิธี
 มาถึงบ้านแล้วร้องไห้ทุกวัน กลางคืนดึกๆ ก็ร้องไห้ไม่อยากสึก กลัวไม่ได้บวชพระและเป็นภาระให้กับญาติพี่น้อง”

 

๙๐. “ปีที่กลับมาแต่ขอนแก่น ปีนั้นอายุเข้า ๒๐ ปี หวังจะบวชพระแล้วดีใจอยู่ แต่ก็มาตกกระไดกุฏิป่วยเป็นเหน็บชา มึนชาตามมือตามเท้า ปวดมึนสันหลัง ปวดตามกระดูกข้อต่อ  ที่สุดจนเดินไม่ได้”
 “เริ่มป่วยก่อนจะเข้าพรรษา ป่วยหนักพ่อออกไปรับ ท่านอาจารย์สิม (พุทฺธาจาโร)ก็บวชพระแล้วก็เข้าพรรษา ตัวเราก็ตั้งใจไว้ว่าตกแล้งนี้อายุครบบวช คงจะได้เป็นพระแล้วล่ะ ดีใจอุ่นใจอยู่ สุขใจอยู่ ตั้งใจว่า พอจะบวชพระจึงจะแจ้งให้ทางพ่อออกแม่ออกญาติพี่น้องได้รู้ว่าอยู่ทิศใดทางใด
 แต่สุดท้ายก็สู้กรรมไม่ได้ ป่วยแล้วก็กลับมาอยู่บ้านเสวยวิบากกรรมของตน
 พ่อออกเอาเกวียนไปรับ มารักษาอยู่ ๓ ปี จึงทุเลาขึ้น
 กินยาต้มยาหม้อ เครื่องดำเป็นตำรายาของท่านอาจารย์ฝั้น (อาจาโร) ท่านอาจารย์ดี (ฉนฺโน) เพิ่นบอกไว้ว่าให้ใช้เครื่องยาดำ
 มีอ้อยดำ ข้าวดำ ซ่านดำ เยี่ยวโคดำ อย่างอื่นอีกแต่ล้วน แต่เป็นของดำทั้งหมด กินมากกินตางน้ำ”

.......................................................................................................................................

ขอขอบคุณที่มาบทความ  จากหนังสือ ธรรมะประวัติหลวงปู่จาม  มหาปุญโญ  ผู้มากมีบุญ  วัดป่าวิเวกวัฒนาราม  บ้านห้วยทราย  คำชะอี  จ.มุกดาหาร

 

01 เมษายน 2551
เวลา 12:19 น. [A-518]

เชิญแสดงความเห็นในประเด็นนี้ | อ่านบทความครั้งก่อน

bookmarkความเห็นของผู้อ่าน...   

ธ ร ร ม ส ว น ะ
contact us : webmaster@dhammasavana.or.th