formumandme.com  
   มหาปุญโญวาท 8 ตอนที่ 2 เรื่องส่วนตัวของวัด 1.2  

pic_no_1417_Image0004.JPGมหาปุญโญวาท 8  ตอนที่ 2  เรื่องส่วนตัวของวัด

วันวิสาขบูชา
(ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖)

 วันวิสาขบูชา  หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะหรือเดือน ๖ เนื่องในโอกาสคล้ายวันพระพุทธเจ้าประสูติ  ตรัสรู้และเสด็จดับขันธปรินิพพาน
 พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และเสด็จดับขันธปรินิพพานเวียนมาบรรจบในวันและเดือนเดียวกัน คือ วันเพ็ญเดือนวิสาขะ ถือว่าเป็นวันสำคัญของพระพุทธเจ้า หลักธรรมอันเกี่ยวเนื่องจากการประสูติ ตรัสรู้และเสด็จดับขันธปรินิพพาน  คือ ความกตัญญู อริยสัจ ๔  และความไม่ประมาท

 ความเป็นมา

 วันวิสาขบูชา หรือ วันวิสาขปุณณมี ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ถือว่าเป็นวันสำคัญเกี่ยวเนื่องพระพุทธเจ้า ๓ ประการ ได้แก่ วันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพาน วันทั้ง ๓ นี้ ได้มาบรรจบกันเข้าในวันเพ็ญเดือน ๖ ซึ่งตรงกับวันนี้นั้นเองพระพุทธเจ้าทรงเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายาแห่งเมืองกบิลพัสดุ์ซึ่งเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ ร่มเย็นเป็นสุขมากในสมัยนั้นเมื่อถึงวันเพ็ญเดือนวิสาขะพระองค์ก็ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา ภายใต้ต้นสาละ ณ ป่าลุมพินี ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า “รุมมินเด” อยู่ในประเทศเนปาล

เมื่อพระองค์ประสูติแล้ว มีพระพักตร์มุ่งสู่ทางทิศเหนือ ทรงดำเนินด้วยพระบาท ๗ ก้าวพร้อมกับเปล่งอาสภิวาจาว่า “เราเป็นผู้เลิศที่สุด เราเป็นผู้เจริญที่สุด เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดแห่งโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้เราจักไม่เกิดอีก”

นับเป็นเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง อันแสดงถึงความที่พระองค์ทรงเป็นบุคคลผู้ไม่มีใครเปรียบเทียบได้ เพราะพระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะของพระมหาบุรุษ ๓๒ ประการ และทรงอุบัติขึ้นในโลกด้วยพระบุญญาธิการ และบารมีธรรมที่พระองค์ได้ทรงสั่งสมอบรมมาดีแล้วสิ้น ๔ อสงไขย ยิ่งด้วยแสนมหากัปป์

เมื่อประสูติครบ ๕ วันแล้ว มีการจัดพระราชพิธีถวายพระนามตามขัตติยราชประเพณี พระองค์ก็ได้รับการถวายพระนามว่า “สิทธัตถกุมาร แปลว่า ผู้มีความสำเร็จในสิ่งที่จะทำทุกประการ”

เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงอยู่ครองฆราวาสวิสัยจนพระชนมายุได้ ๒๙ พรรษาแล้วมาวันหนึ่งทรงปรารภถึง คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และ สมณะ ที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นทำให้พระองค์ทรงเกิดความเบื่อหน่ายทางโลก ทรงใคร่ครวญด้วยปัญญาแล้วก็ทราบชัดว่า อะไรเป็นมูลเหตุแห่งสิ่งเหล่านั้น และอะไรเป็นเครื่องยั่วยุให้มัวเมาลุ่มหลงในสิ่งเหล่านั้น จึงทรงดำริว่า “การอยู่ครองเรือนนี้คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลีคือกิเลส การออกบวชเป็นโอกาสว่าง โดยเหตุที่ผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติปฏิบัติให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว เหมือนดังสังข์ที่เขาขัดดีแล้วไม่ได้เลยถ้ากระไรเราควรปลงผม โกนหนวด ครองผ้าที่ย้อมด้วยน้ำฝาด ออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่มีประโยชน์เกี่ยวข้องด้วยเรือนเถิด” เมื่อพระองค์ตัดสินพระทัยได้แล้วจึงได้เสด็จออกผนวช อธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต ณ ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา

เมื่อพระองค์ทรงผนวชแล้ว ได้ทรงตั้งความเพียรด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อค้นหาความดับทุกข์ให้แก่คนทั้งหลาย จนต้องบำเพ็ญทุกรกิริยาอันยิ่งยวดแทบจะสิ้นพระชนม์ก็ยังไม่ได้พบทาง พระองค์จึงทรงพิจารณาเห็นว่า การบำเพ็ญเพียรทรมานร่างกายมีประการต่างๆ นี้ มิใช่หนทางแห่งการรู้แจ้งเห็นจริง จึงทรงเลิกจากการบำเพ็ญทุรกิริยาเสียแล้วหันมาเริ่มบำเพ็ญเพียรทางจิต
เมื่อถึงวันวิสาขปุณณมี คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี พระองค์ก็ทรงตรัสรู้ “อริยสัจ” อันหมายถึง ความจริงอันประเสริฐ มี ๔ ประการ คือ

๑. ทุกข์ หมายถึง สภาพที่ทนได้ยาก หรือความลำบากทั้งกายและทางใจความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ได้แก่ ความเกิด ความแก่และความตาย อีกทั้งการประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก และการไม่ได้สิ่งที่ตนมุ่งหวังล้วนแล้วแต่เป็นทุกข์ทั้งนั้น

๒. ทุกขสมุทัย หมายถึง สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา ๓ ประการ คือ ความทะยานอยากในกาม ความอยากเป็นนั่นเป็นนี่หรืออยากเกิดอยากมีอยู่ตลอดไปและความอยากไม่เป็นนั่นเป็นนี่หรืออยากพรากไปจากภาวะที่ตนเกลียดชัง ไม่ปรารถนา

๓. ทุกขนิโรธ หมายถึง ความดับทุกข์ ได้แก่ ความที่ตัณหา ความทะยานอยากหมดสิ้นไป ไม่ติดขัด หลุดพ้นเป็นอิสระ คือพระนิพพาน

๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา หมายถึง ข้อปฏิบัติที่จะให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่มรรค ๘ มี สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ เป็นประธาน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ามัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางปฏิบัติสายกลาง ซึ่งมรรคทั้ง ๘ นี้ รวมลงในสิกขา ๓ อันได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา


พระองค์จึงได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าภายใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในขณะนั้นทรงมีพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา

บุคคลผู้ต้องการให้ชีวิตมีแต่ความสุข ความเจริญ ควรดำเนินชีวิตตามหลักความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ดังกล่าวมาและประพฤติปฏิบัติตนตามทางสายกลาง ไม่ตึงเกินไปนัก ไม่หย่อนเกินไปนัก

เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อสรรพสัตว์เราผู้เป็นพุทธบริษัทควรยึดหลักในการทำบุญ ๓ ประการ คือ ตั้งใจให้ทาน รักษาศีล เจริญจิตตภาวนา เพื่อเป็นการบูชาพระองค์ด้วยการปฏิบัติ อันนับได้ว่าเป็นการบูชาพระองค์อย่างสูงสุด

 “วันวิสาขบูชา” จึงมีความสำคัญดังที่ได้กล่าวมาแล้วแต่ต้น เมื่อวันเช่นนี้มาถึงพุทธบริษัทผู้มีความเชื่อและความเลื่อมใสในคุณของพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระสัทธรรมพระสงฆ์ มุ่งสร้างคุณงามความดี อันจักอำนวยผลคือความสุขความเจริญให้เกิดแก่ตนและปริชน คนรอบข้าง จึงพร้อมใจกันเริ่มสร้างความดี

หลังจากที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญพุทธกิจและประกาศพระศาสนาด้วยการเทศนาโปรดมหาชนทุกชาติชั้น วรรณะ ติดต่อกันเป็นเวลานานถึง ๔๕ ปี และพระศาสนาของพระองค์ได้มีความมั่นคง แพร่หลายออกไปอย่างกว้างขวาง มีพุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ผู้ศรัทธาเลื่อมใสในคำสอนของพระองค์อย่างมั่นคงแล้วพระพุทธองค์ก็ทรงปลงอายุสังขารและจากนั้นอีก ๓ เดือน จึงเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ ใต้ต้นสาละคู่ ในวนอุทยานของพระเจ้ามัลลกษัตริย์ เมืองกุสินาราในวันวิสาขปุณณมี คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ในตอนนั้นพระองค์ทรงมีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา

ก่อนที่พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ได้มีเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์เกิดขึ้นนั่นก็คือ ไม้สาละต่างผลิดอกเบ่งบานนอกฤดูกาล เทพยดาต่างโปรยดอกไม้อันเป็นทิพย์เพื่อทำการสักการบูชาพระพุทธองค์

พระพุทธเจ้าทรงปรารภถึงเหตุการณ์นี้แล้ว ตรัสกับพระอานนท์ซึ่งเฝ้ารับใช้อยู่ใกล้ชิดว่า “ดูก่อนอานนท์ พระตถาคตจะชื่อว่าอันบริษัทสักการะ เคารพนับถือ นอบน้อม บูชาด้วยเครื่องสักการะมีประมาณเท่านี้ หามิได้ บุคคลใดไม่ว่าจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาก็ตาม เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรมอยู่ บุคคลผู้นั้นชื่อว่า สักการะ เคารพ นับถือ นอบน้อม บูชา ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง ฯลฯ”

 การบูชานั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ๒ ประการ คือ อามิสบูชา และปฏิบัติบูชาอามิสบูชา แปลว่า การบูชาด้วยอามิส อันได้แก่ ธูปเทียน ดอกไม้ ของหอมส่วน ปฏิบัติบูชา แปลว่า การบูชาด้วยการปฏิบัติ อันได้แก่ การให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญจิตตภาวนา เป็นต้น
และในการบูชาทั้ง ๒ ประการนี้ การบูชาด้วยการปฏิบัติเท่านั้น ที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า มีอานิสงส์มากกว่าการบูชาด้วยอามิส

หลังจากนั้น พระพุทธองค์ก็ตรัสปัจฉิมโอวาท คือ คำสอนครั้งสุดท้าย โปรดภิกษุสงฆ์ มีใจความว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ ตถาคตเตือนเธอทั้งหลายว่าสังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”

อันความไม่ประมาท คือความเป็นอยู่อย่างไม่ขาดสตินี้ เป็นหัวใจสำคัญแห่งพระธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ ๔๕ พรรษา รวมธรรมะทั้งสิ้นกว่า ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นำมารวมลงไว้ในความไม่ประมาทนี้ทั้งหมด

ดังนั้น บุคคลผู้ที่จะปฏิบัติตนตามคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกประการ จำต้องตั้งตนให้อยู่ในความไม่ประมาท มีสติอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการทำ การพูดและการคิดและสำคัญที่สุด ไม่ควรประมาทในการดำเนินชีวิตไม่ควรประมาทในการปฏิบัติธรรม และไม่ควรประมาทในการสร้างสรรค์ความดี

อย่าคิดว่า เราจักทำความดีในวันสำคัญอย่างเช่นวันวิสาขบูชานี้เท่านั้น โดยที่แท้เราต้องทำความดีบ่อยๆ หมั่นสั่งสมพอกพูนความดี เหมือนภาชนะที่เปิดรองรับน้ำฝนที่ตกลงมา ย่อมจะเต็มได้ด้วยน้ำ ฉะนั้น อันจะทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขในชีวิตต่อไป.


 การถือปฏิบัติวันวิสาขบูชา

 การประกอบพิธีวิสาขบูชาในเมืองไทยเริ่มทำมาแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งสันนิษฐานว่าได้รับแบบอย่างมาจากลังกา กล่าวคือ เมื่อประมาณ พ.ศ.๔๒๐ พระเจ้าภาติกราช  กษัตริย์แห่งลังกาได้ประกอบพิธีวิสาขบูชาอย่างมโหฬาร  เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา กษัตริย์ลังกาในรัชกาลต่อๆ มา  ก็ทรงดำเนินรอยตาม แม้ปัจจุบันก็ยังถือปฏิบัติอยู่

 ในสมัยสุโขทัย  ประเทศไทยกับประเทศลังกา  มีความสัมพันธ์กันทางด้านพระพุทธศาสนาอย่างใกล้ชิดมาก  เพราะพระสงฆ์ชาวลังกาได้เดินทางเข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเชื่อว่าได้นำการประกอบพิธีวิสาขบูชามาปฏิบัติในประเทศไทยด้วย  ในหนังสือนางนพมาศ ได้กล่าวถึงบรรยากาศการประกอบพิธีวิสาขบูชาสมัยสุโขทัยไว้พอสรุปใจความว่า

 “เมื่อถึงวันวิสาขบูชา พระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชบริพารทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน ตลอดทั้งประชาชนชาวสุโขทัยทั่วทุกหมู่บ้านทุกตำบล  ต่างช่วยกันทำความสะอาด  ประดับตกแต่งพระนครสุโขทัยเป็นการพิเศษด้วยดอกไม้ของหอมจุดประทีปโคมไฟ  แลดูสว่างไสวไปทั่วทั้งพระนครเป็นการบูชาพระรัตนตรัยเป็นเวลา ๓ วัน ๓  คืน พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์  ก็ทรงศีลและทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆและนางสนองพระโอษฐ์  ตลอดจนข้าราชการทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน  เสด็จไปยังพระอารามหลวง  เพื่อทรงเวียนเทียนรอบพระประธาน  ส่วนชาวสุโขทัยต่างชวนกันรักษาศีล  ฟังพระเทศนา  ถวายสลากภัต ถวายสังฆทาน  ถวายอาหารแด่พระภิกษุสงฆ์สามเณร  บริจาคทรัพย์แจกเป็นทานแก่คนยากจน คนกำพร้า คนอนาถา  คนแก่และคนพิการ บางพวกก็ชักชวนกันสละทรัพย์ซื้อสัตว์ ๔ เท้า ๒ เท้า และเต่า ปลา  เพื่อไถ่ชีวิตสัตว์ให้เป็นอิสระ โดยเชื่อว่าจะทำให้ตนมีอายุยืนยาวตลอดไป”

 สมัยอยุธยา สมันธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้มีการประกอบพิธีวิสาขบูชา จนมาถึงรัชสมัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  จึงปรากฏหลักฐานในพระราชพงศาวดารว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีพระราชประสงค์จะให้ฟื้นฟูการประกอบพระราชพิธีวันวิสาขบูชาขึ้นใหม่ ให้ปรากฏในแผ่นดินไทยต่อไป กับมีพระประสงค์จะให้ประชาชนประกอบการบุญการกุศล เป็นหนทางเจริญอายุและอยู่เย็นเป็นสุขปราศจากทุกข์โศกโรคภัย  และอุปัทอันตรายต่างๆ โดยทั่วหน้ากัน การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชาในประเทศไทยจึงถือปฏิบัติมาจนกระทั่งปัจจุบัน


 หลักธรรมที่ควรปฏิบัติ

 ๑.  ความกตัญญู  คือ ความรู้อุปการคุณที่มีผู้ทำไว้ก่อนเป็นคุณธรรมคู่กับ ความกตเวที  คือ การตอบแทนอุปการคุณที่ผู้อื่นทำไว้นั้นผู้ที่ทำอุปการคุณก่อนเรียกว่า บุพการี ขอยกมากล่าวในที่นี้คือบิดามารดาและครูอาจารย์
 บิดามารดามีอุปการคุณแก่บุตร ธิดา ในฐานะเป็นผู้ให้กำเนิด และเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ให้การศึกษา  อบรมสั่งสอนให้ละเว้นจากความชั่ว  มั่นคงในการทำความดี เมื่อถึงคราวมีคู่ครองได้จัดหาคู่ครองที่เหมาะสมให้และมอบทรัพย์สมบัติให้ไว้เป็นมรดก
 บุตร ธิดา เมื่อรู้อุปการคุณที่บิดามารดาทำไว้ย่อมตอบด้วยการประพฤติตัวดี สร้างชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูล เลี้ยงดูท่าน และช่วยทำงานของท่าน และเมื่อล่วงลับไปแล้วก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน

 ครูอาจารย์มีอุปการคุณแก่ศิษย์ในฐานะเป็นผู้ประสาทความรู้ให้ฝึกฝนแนะนำให้เป็นคนดี  สอนศิลปวิทยาให้อย่างไม่ปิดบัง  ยกย่องให้ปรากฏแก่คนอื่นและช่วยคุ้มครองศิษย์ทั้งหลาย
 ศิษย์เมื่อรู้อุปการคุณที่ครูอาจารย์ทำไว้ ย่อมตอบแทนด้วยการตั้งใจ ให้เกียรติ และให้ความเคารพไม่ล่วงละเมิดโอวาทของครู

 ความกตัญญูและความกตเวทีนี้ถือว่าเป็นเครื่องหมายของคนดีส่งผลให้ครอบครัวและสังคมมีความสุขได้เพราะบิดามารดาจะรู้จักหน้าที่ของตนเองด้วยการทำอุปการคุณให้ก่อน และบุตร ธิดา  ก็จะรู้จักหน้าที่ของตนเอง  ด้วยการทำดีตอบแทน สำหรับครูอาจารย์ก็จะรู้จักหน้าที่ของตนเองด้วยการทำอุปการคุณคือ สอนศิลปวิทยาอย่างเต็มที่  และศิษย์ก็จะรู้จักหน้าที่ของตนเองด้วยการตั้งใจเรียน  และให้ความเคารพเป็นการตอบแทน นอกจากจะใช้ในกรณีของบิดามารดากับบุตร ธิดา และครูอาจารย์กับศิษย์แล้ว คุณธรรมข้อนี้ก็สามารถนำไปใช้ได้แม้ระหว่างพระมหากษัตริย์กับพสกนิกร  นายจ้างกับลูกจ้าง เพื่อนกับเพื่อน  และบุคคลทั่วไป รวมทั้งมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม

 ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงเป็นบุพการีในฐานะที่ทรงสถาปนา  พระพุทธศาสนา  และทรงสอนทางพ้นทุกข์ให้แก่เวไนยสัตว์  พุทธศาสนิกชน  รู้พระคุณอันนี้  จึงตอบแทบด้วยอามิสบูชา  และปฏิบัติบูชา กล่าวคือ  การจัดกิจกรรมในวันวิสาขบูชา เป็นส่วนหนึ่งที่ชาวพุทธแสดงออก  ซึ่งความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์  ด้วยการทำนุบำรุง ส่งเสริมพระพุทธศาสนา และประพฤติปฏิบัติธรรม  เพื่อดำรงอายุพระพุทธศาสนาสืบไป

 ๒.  อริยะสัจ ๔ อริยสัจ คือ ความจริงอันประเสริฐ หมายถึง ความจริงที่ไม่ผันแปร เกิดมีได้แก่ทุกคนมี ๔ ประการ คือ ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค

ทุกข์  คือ  ปัญหาของชีวิต  พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่า มนุษย์ทุกคนมีทุกข์เหมือนกัน ทั้งทุกข์ขั้นพื้นฐานและทุกข์เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน คือ ทุกข์ที่เกิดจากการเกิด  การแก่  และการตาย ส่วนทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน คือ ทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากสิ่งที่รักทุกข์ที่เกิดจากการประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากการไม่ได้ตามใจปรารถนา  รวมทั้งทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตด้านต่างๆ

 สมุทัย  คือ เหตุแห่งปัญหา พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่า ทุกข์ทั้งหมด ซึ่งเป็นปัญหาของชีวิตล้วนมีเหตุให้เกิด เหตุนั้น คือ ตัณหา อันได้แก่ ความอยากได้ต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วยความยึดมั่น

 นิโรธ  คือ การแก้ปัญหาได้  พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่า ทุกข์ คือ ปัญหาของชีวิต ทั้งหมดแก้ไขได้ โดยการดับตัณหา คือ ความยากให้หมดสิ้น

มรรค  คือ ทางหรือวิธีแก้ปัญหา พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่า ทุกข์ คือ ปัญหาของชีวิตทั้งหมดที่สามารถแก้ไขได้นั้น ต้องแก้ไขตามมรรคมีองค์ ๘

๓.  ความไม่ประมาท  คือ การมีสติทั้งขณะทำ ขณะพูดและขณะคิด สติ คือ การระลึกรู้ทันที่คิด พูดและทำในภาคปฏิบัติเพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน หมายถึง การระลึกรู้ทันการเคลื่อนไหวอิริยาบถ ๔ คือ เดิน ยืน นั่ง นอน การฝึกให้เกิดสติ  ทำได้โดยตั้งสติกำหนดการเคลื่อนไหวอิริยาบถ  กล่าวคือ ระลึกรู้ทันทั้งในขณะ ยืน เดิน นั่ง นอน รวมทั้งระลึกรู้ทันทั้งในขณะพูดขณะคิด และขณะทำงานต่างๆ

วัตถุประสงค์

๑.  เพื่อให้พุทธศาสนิกชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของวันวิสาขบูชา รวมทั้งหลักธรรมที่เกี่ยวข้องและแนวปฏิบัติ
๒.  เพื่อให้พุทธศาสนิกชนมีทักษะในการคิด และการปฏิบัติอย่างถูกต้องในวันวิสาขบูชาและสามารถเลือกสรรหลักธรรม คือ ความกตัญญู อริยสัจ ๔ และความไม่ประมาทไปใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อพัฒนาตนและสังคม
๓.  เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเกิดเจตคติที่ดีต่อวันวิสาขบูชา และเห็นคุณค่าของการดำเนินชีวิตตามหลักธรรม คือ ความกตัญญู  อริยสัจ ๔ และความไม่ประมาท
๔.  เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเกิดศรัทธา ซาบซึ้งและตระหนักในความสำคัญของพระพุทธศาสนา
๕.  เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี และปฏิบัติตนตามหน้าที่ชาวพุทธได้อย่างถูกต้อง

การจัดกิจทางวัฒนธรรมในวันวิสาขบูชา

กิจกรรมเกี่ยวกับครอบครัว

๑.  ทำความสะอาดบ้าน ประดับธงชาติและธงธรรมจักรจัดแต่งที่บูชาประจำบ้านและประดับไฟถวาย เป็นพุทธบูชา
๒.  ศึกษาเอกสาร  หรือสนทนาเกี่ยวกับความสำคัญของวันวิสาขบูชา  หลักธรรมเรื่องความกตัญญู  อริยสัจ  ๔  และความไม่ประมาทตลอดทั้งแนวทางปฏิบัติในครอบครัว
๓.  นำครอบครัวไปบำเพ็ญกุศล ทำบุญตักบาตร บริจาคทาน  เลี้ยงบิดามารดา
๔.  ปฏิบัติธรรมที่วัด  รักษาศีล  ไหว้พระ  สวดมนต์  ฟังธรรม  เวียนเทียน  เจริญภาวนา
๕.  ผู้ใหญ่ของครอบครัวพยายามสร้างความเป็นกันเอง พ่อแม่ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีเกี่ยวกับเบญจศีล  และเบญจธรรม รวมทั้งมีความขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์  และอดทน
๖.  ครอบครัวร่วมกันวิเคราะห์สาเหตุ ปัญหาที่เกิดขึ้นและหาแนวทางแก้ไขจากกรณีตัวอย่าง
๗.  กิจกรรมอื่นที่เหมาะสม

กิจกรรมเกี่ยวกับสถานศึกษา

๑.  ทำความสะอาดบริเวณโรงเรียน  ประดับธงชาติและธงธรรมจักร  จัดแต่งโต๊ะหมู่บูชาและประดับไฟ  ถวายเป็นพุทธบูชา
๒.  ครูกับนักเรียนร่วมกันศึกษาถึงความสำคัญของวันวิสาขบูชา หลักธรรมเรื่องความกตัญญู อริยสัจ ๔ และความไม่ประมาท ตลอดทั้งแนวทางปฏิบัติในสถานศึกษา
๓.  ครูให้นักเรียนจัดป้ายนิเทศหรือจัดนิทรรศการ  ประกวดเรียงความ  ทำสมุดภาพ  ตอบปัญหาธรรม  บรรยายธรรม  และอภิปรายธรรม
๔.  ประกาศเกียรติคุณนักเรียนที่ประพฤติตัวเป็นแบบอย่างที่ดี
๕.  ครูพานักเรียนไปร่วมกิจกรรมกับชุมชนที่วัด บำเพ็ญกุศล ทำบุญตักบาตร บริจาคทาน  รักษาศีล ฟังธรรม สนทนาธรรม เวียนเทียน  เจริญภาวนา
๖.  ส่งเสริมให้ครูใช้กิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความกตัญญู อริยสัจ ๔ และความไม่ประมาท
๗.  ส่งเสริมการวิจัยทางสังคมโดยใช้กระบวนการอริยสัจ  ๔
๘.  กิจกรรมอื่นที่เหมาะสม

กิจกรรมเกี่ยวกับสถานที่ทำงาน

 ๑.  ทำความสะอาดบริเวณที่ทำงาน  ประดับธงชาติและธงธรรมจักร  จัดแต่งโต๊ะหมู่บูชาและประดับไฟถวายเป็นพุทธบูชา
 ๒.  ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับความสำคัญของวันวิสาขบูชา หลักธรรมเรื่อง ความกตัญญู อริยสัจ ๔ และความไม่ประมาท  ตลอดทั้งแนวทางปฏิบัติในสถานที่ทำงาน
 ๓.  จัดให้มีการบรรยายและสนทนาธรรม
 ๔.  ร่วมกันบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์  ปลูกต้นไม้  บริจาคโลหิต
 ๕.  หัวหน้าหน่วยงานให้โอกาสผู้ร่วมงานไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีนิยม
 ๖.  ประกาศเกียรติคุณผู้ที่มีอุปการคุณต่อองค์กร
 ๗.  ส่งเสริมการนำวิธีการอริยสัจ ๔ ไปใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาองค์กร
 ๘.  กิจกรรมอื่นที่เหมาะสม

 กิจกรรมเกี่ยวกับสังคม

 ๑.  ทำความสะอาดบริเวณวัด  สมาคม มูลนิธิ  หน่วยงาน  องค์กร  ประดับธงชาติและธงธรรมจักร  จัดแต่งโต๊ะหมู่บูชาและประดับไฟ  ถวายเป็นพุทธบูชา
 ๒.   วัด สมาคม มูลนิธิ หน่วยงาน องค์กร หรือสื่อมวลชนประชาสัมพันธ์เรื่องวันวิสาขบูชาโดยใช้สื่อทุกรูปแบบ
 ๓.  จัดพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับความสำคัญของวันวิสาขบูชา  รวมทั้งหลักธรรมเรื่องความกตัญญู อริยสัจ ๔  และความไม่ประมาท  ตลอดทั้งแนวทางปฏิบัติเพื่อเผยแพร่แก่ประชาชนในท้องถิ่นและตามสถานที่ชุมชน  สนามบิน สถานีรถไฟ สถานีขนส่ง โรงธรรม ศูนย์การค้า และยานพาหนะต่างๆ
 ๔.  รณรงค์ทางสื่อมวลชนต่างๆ ให้ลด ละ เลิก อบายมุข และให้งดจำหน่ายสิ่งเสพติดทุกชนิด
 ๕.  ประกาศเกียรติคุณสถาบัน  หรือบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม
 ๖.  รณรงค์ให้มีการรักษาสภาพแวดล้อม  ปลูกต้นไม้  ทำความสะอาดที่สาธารณะ
 ๗.  จัดประกวดบทร้อยกรอง บทความ บรรยายธรรม คำขวัญเกี่ยวกับวันวิสาขบูชาและสวดสรภัญญะ
 ๘.  ยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประพฤติดีและทำประโยชน์ในสังคม
 ๙.  จัดกิจกรรมสงเคราะห์คนชรา เด็ก คนพิการ พระสงฆ์ อาพาธ ผู้ต้องขัง ผู้ด้อยโอกาสในสังคม
 ๑๐.  กิจกรรมอื่นที่เหมาะสม

 ประโยชน์ที่ได้รับ

 ๑.  พุทธศาสนิกชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของวันวิสาขบูชา รวมทั้งหลักธรรมเรื่องความกตัญญู  อริยสัจ ๔ และความไม่ประมาท  ตลอดทั้งแนวทางปฏิบัติ
 ๒.  พุทธศาสนิกชนเกิดเจตคติที่ดีต่อวันวิสาขบูชา และเห็นคุณค่า ของการดำเนินชีวิตตามหลักธรรม  ว่าด้วยความกตัญญู อริยสัจ ๔ และความไม่ประมาท
 ๓.  พุทธศาสนิกชนเกิดศรัทธา ซาบซึ้ง  และตระหนักในความสำคัญของพระพุทธศาสนา
 ๔.  พุทธศาสนิกชนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีรู้จักปฏิบัติตนตามหน้าที่ชาวพุทธได้อย่างถูกต้อง


 เรื่องเล่าจากพุทธกาล

 วันวิสาขบูชา เป็นวันบูชาเพื่อน้อมระลึกถึงวันประสูติ ตรัสรู้ และวันปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้า ชาวพุทธศาสนิกชนถือว่า เป็นวันมหัศจรรย์ยิ่ง ที่วันทั้ง ๓ เป็นวันเดียวกัน คือ “วันเพ็ญเดือนวิสาขะ”

 วันประสูติของพระพุทธเจ้าเป็นวันสำคัญยิ่ง เพราะเป็นวันเกิดของเอกอัครบุรุษ ผู้เลิศกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  หาผู้เสมอเหมือนมิได้ ตรงกับวันเพ็ญ วิสาขปุณณมี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อน พ.ศ.๘๐ เวลาสายใกล้เที่ยง ประสูติ ณ ป่าลุมพินีวัน ใต้ต้นสาละ อยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสด์  และกรุงเทวทหะ ปัจจุบันเรียกตำบล รุมมินเด แขวงเปชวาว์ ประเทศเนปาล พระองค์ได้รับพระนามว่า “สิทธัตถ” แปลว่า ผู้ต้องการความสำเร็จ

 วันตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เวลาเช้า ณ ร่มพระศรีมหาโพธิ  ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ ปัจจุบันเรียกพุทธคยา  จังหวัดคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เป็นวันสำคัญยิ่งอีกวันหนึ่งของโลก เพราะเป็นวันสำเร็จเป็นองค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า  โดยทรงรู้แจ้งอริยสัจธรรม ๔ คือ

 ทุกข์ ความทุกข์  สภาพที่ทนได้ยาก เช่น ความเกิด ความแก่ ความตาย  ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ  การประจวบกับสิ่งที่ไม่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวังว่าโดยย่อ  อุปาทานขันธ์  ๕  เป็น  ทุกข์

 สมุทัย เหตุแห่งทุกข์เกิดขึ้น คือ “ตัณหา” กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา

 นิโรธ ความดับทุกข์ ภาวะที่ตัณหาสิ้นไป จิตหลุดพ้นจากกิเลส เครื่องเศร้าหมองทั้งปวง นิพพาน

 มรรค ทางปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีองค์ประกอบ ๘ ประการ เรียกว่า อัฏฐังคิกมรรค หรือมัชฌิมาปฏิปทา คือ เห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ กระทำชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ  และตั้งจิตมั่นชอบ

  รวมความว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือ ทรงรู้ว่าทุกข์คืออะไร หรืออะไรเป็นตัวทุกข์ รู้เหตุทำให้เกิดทุกข์ รู้การดับทุกข์โดยสิ้นเชิง และทรงรู้จะปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ได้


 วันเสด็จดับขันธปรินิพพาน หลังจากตรัสรู้แล้ว ได้ประกาศพระพุทธศาสนาและโปรดเวไนยสัตว์ ๔๕ ปี ก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน  เมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน  ของมัลลกษัตริย์ ระหว่างไม้สาละคู่ เมื่อกุสินารา รัฐอุตระ ประเทศอินเดีย

 “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บัดนี้เราผู้ตถาคตเตือนท่านทั้งหลายให้รู้ว่าสังขารมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา  ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ตน  และประโยชน์ผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด”  นี่เป็นปัจฉิมพจน์  หรือพระวาจาครั้งสุดท้าย ณ ยามสุดท้ายแห่งวิสาขปุณณมี  ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ พระองค์ก็ทรงดับขันธปรินิพพาน รวมพระชนมายุ ๘๐ ปี

 กล่าวโดยสรุปคือ วันประสูติ ตรัสรู้ของพระพุทธองค์ เป็นวันที่ชาวโลกได้บุคคลสำคัญที่สุดในโลก  วันปรินิพพานเป็นวันที่ชาวโลกสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และวันทั้ง ๓ นี้ตกอยู่ในวาระเดียวกัน คือ วันเพ็ญเดือนวิสาขะ วันนี้จึงนับเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งทางพระพุทธศาสนา  องค์การสหประชาชาติได้เล็งเห็นความสำคัญของวันนี้ จึงประกาศให้เป็น “วันสำคัญสากลโลก”  (Vesak Day)

 การจัดงานวันวิสาขบูชาในประเทศไทย ได้เริ่มกระทำมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี  ดังตำนาน “อันพระนครสุโขทัยราชธานี  ถึงวันวิสาขนักขัตฤกษ์ครั้งใด  ก็สว่างไสวด้วยแสงประทีป  เทียน  ดอกไม้เพลิง...”  ในสมัยอยุธยาไม่ปรากฏหลักฐาน  ส่วนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒  ได้ทรงฟื้นฟูพิธีวิสาขบูชา ให้เป็นแบบแผนขึ้น  และกระทำสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน

 การบูชาในวันวิสาขบูชาของชาวพุทธ ท่านกล่าวไว้มี ๒ ประการ  คือ อามิสบูชา การบูชาด้วยวัตถุสิ่งของ ดอกไม้ธูปเทียน ปฏิบัติบูชาคือ คือ การบูชาด้วยการปฏิบัติธรรม การบูชาทั้ง ๒  ประการนี้  พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ  ปฏิบัติบูชาว่าเป็นการบูชาอย่างยิ่ง เพราะการประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์  มีประโยชน์มากจนประโยชน์สูงสุด  คือนิพพานและทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน 


วันวิสาขบูชา
สัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๒

หลวงปู่จาม  มหาปุญฺโญ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม บ้านห้วยทราย อำเภอคำชะอี  จังหวัดมุกดาหาร
อำเภอคำชะอี  โดยท่านนายอำเภอคำชะอี  นายจิรพงษ์  แก้วมณี ร่วมกับพุทธบริษัท พระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา พี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่าทุกสารทิศได้ร่วมกันจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา วิสาขมหาบูชาประจำปี ในการนี้เพื่อความเหมาะสมในประการทั้งปวง จึงได้ปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมอันเรียบง่าย เข้าถึงได้ เป็นปกติปฏิบัติประจำทุกปี หากแต่ปีนี้เป็นปีอายุวัฒนะมงคลครบ ๑๐๐ ปี ของหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ ท่านนายอำเภออำเภอคำชะอี ได้มีดำริว่า ควรเชิญชวนพุทธศาสนิกชนบำเพ็ญความดีน้อมนำหลักธรรม เน้นย้ำคำสอนขององค์หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ มาประพฤติปฏิบัติให้มั่นคง ยั่งยืน และเป็นพยานปรากฏในตนของตนตลอดต่อไป

และเพื่อเทิดทูนพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสวันสำคัญสูงสุดทางพระพุทธศาสนา

ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น เราทุกคนต่างก็ตระหนักดีว่า พระเกียรติ พระเดชานุภาพ พระบรมราโชวาท พระราชดำรัส พระราชเสาวนีย์ แนวทางการดำเนินชีวิตที่พระราชทานมาเป็นลำดับจะนำพาชีวิต ไปสู่ความสุขสันติของสังคมประเทศชาติ และเป็นความสุขอันแท้จริงของชีวิต จึงได้จัดให้มีการลงนามถวายพระพร และจัดนิทรรศการพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ ไว้อีกด้วยจึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนเหล่าพสกนิกรร่วมลงนามและเข้าเยี่ยมชมนิทรรศการที่จัดไว้ตลอดสัปดาห์

สารวิสาขบูชา ๒๕๕๒ กตัญญูผู้ควรเคารพบูชา
                เพ็ญเดือน (หก) สิบห้าค่ำ  คืนวิสาข์
                ห้วง (น้ำ) แห่งเนรัญชรา    ใหญ่กว้าง
                  แท่นกุศะนามา                      ติณชาติ
                  โพธิพฤกษ์แหล่งสมสร้าง   สืบถ้วนบารมี

 สิบทัศพลันเปี่ยมท้น  (พระ) พุทธธรรม
               (บรร) ลุอนุตรสัม-                  โพธิพร้อง
                  โปรดหมู่สัตว์น้อมนำ              เนื่องสวัสดิ์
                  ไป่เกลือกกลั้วเสพส้อง            กิเลสสิ้นบ่วงมาร

‘คืนวิสาข์’
บทพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
พระราชทานเมื่อวันวิสาขบูชา ปีพุทธศักราช  ๒๕๕๐

ด้วยเราท่านทั้งหลายชาวพุทธ ชาวไทย นับเป็นพุทธบริษัทสืบเนื่องกันมาแต่บรรพบุรุษนับกว่า ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว เช่นนี้เองจึงได้เน้นย้ำให้ทุกท่านได้รู้จักคุณของพระพุทธศาสนา โดยในเบื้องต้นมุ่งให้รู้จักที่ควรเคารพ ๖ สถาน คือ
๑. พระพุทธเจ้า
๒. พระธรรม
๓. พระสงฆ์
๔. มารดา บิดา
๕. ครูบาอาจารย์
๖. พระเจ้าแผ่นดิน

ว่าวัตถุ บุคคลสถานทั้ง ๖ นี้ ควรเคารพนบนอบนับถือ

๑. พระพุทธเจ้าเป็นที่ควรเคารพนับถือนั้น
เพราะพระองค์เป็นผู้ประเสริฐทรงไว้ซึ่งพระปัญญาคุณ พระกรุณาคุณ พระวิสุทธิคุณ พระคุณทั้ง ๓ นี้หากยังปรากฏอยู่ในหมู่พุทธบริษัทใด บริษัทชุมชนนั้นพากันได้รับความสุข เพราะพระคุณทั้ง ๓ นี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้พากันประพฤติดีงาม เป็นผู้ฉลาดรู้ เป็นผู้มีเมตตากรุณา เป็นผู้มีความสุขบริสุทธิ์จากความรู้ความฉลาดนั้นเป็นมูล

๒. พระธรรมซึ่งว่าเป็นที่ควรเคารพนับถือนั้น เพราะมีคุณอันประเสริฐยิ่งยังให้ผู้ปฏิบัติตามไม่ตกต่ำ และเป็นหลักชัยสร้างสุขสันติให้แก่ผู้ปฏิบัติตามอยู่ พระธรรมเปรียบเหมือนน้ำใสสะอาด เป็นที่อาศัยอาบใช้ดื่มกิน อาศัยชำระสิ่งโสโครกเศร้าหมอง พระพุทธโอวาทศาสนา พระธรรมวินัยจึงเป็นน้ำสำหรับดื่มอาบชำระชะล้างใจและระงับดับความกระหายดับความเร้าร้อนกระวนกระวาย และเป็นเครื่องกำจัดความเศร้าหมองของใจได้จนหมดจนสิ้น
พระธรรมวินัยจึงเป็นที่พึ่งของเรา เป็นของเราทุกคน จึงควรศึกษาให้รู้จักพระธรรม ให้รู้จักอาการพึ่งพระธรรม ให้รู้อาการถึงพระธรรมให้ได้

๓. พระอริยสงฆ์ พระสงฆ์สุปฏิบัติ ว่าเป็นที่ควรเคารพนับถือนั้น เหตุเพราะว่าพระเณรผู้ฉลาด เป็นผู้รับมรดกธรรมของพระพุทธเจ้ามาประพฤติบำเพ็ญ เน้นย้ำในข้อวัตร กิจวัตร จนเป็นผู้มีความรู้ ความฉลาดในพระพุทธโอวาท แตกฉานในพระธรรมวินัย ทรงไว้ในพระธรรมวินัย แล้วสามารถอาจหาญร่าเริง ในการเผยแพร่พระศาสนา ให้พวกเราผู้เกิดมาในกาลภายหลังได้ศึกษาตาม ได้ประพฤติตาม ได้ความรู้ความฉลาด รู้จักบุญรู้จักบาป รู้จักข้อปฏิบัติให้ได้ความสุขทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ตลอดจนทางแห่งมรรคผลนิพพาน พระสงฆ์องค์เจ้าจึงมีคุณอย่างนี้

๔. มารดา บิดา ว่าเป็นที่ควรเคารพนับถือนั้น เพราะเหตุที่ท่านได้เป็นผู้ให้กำเนิด ให้การเลี้ยงดู ให้การสั่งสอน บำรุงสงเคราะห์ลูกให้ได้วิชาเลี้ยงชีพ หาทรัพย์ให้ ปลูกฝังให้ลูกดีงาม เกื้อกูลอุดหนุนให้เป็นคนดี รักลูกเสมอชีวิต มุ่งสุขสงบ มุ่งความเจริญก้าวหน้าแก่ลูกๆ โดยไม่เห็นแก่ตนแต่อย่างใด
พ่อแม่ จึงเป็นพระในบ้าน
ทุกวันควรทำให้คุณพ่อ คุณแม่กินอิ่ม นอนอุ่น และสุขกายสบายใจ
พ่อผู้ให้กำเนิด แม่ผู้บังเกิดเกล้า ให้มีอยู่ในตนตลอด
ทำบุญกับพระเณรเป็นหมื่นเป็นแสน หรือจะสู้ทดแทนคุณพ่อแม่ตน
การประพฤติตนเป็นคนดีมีศีลธรรม ชื่อว่าได้ตอบแทนคุณพ่อแม่อยู่ตลอดเวลา ได้บูชามารดา บิดาอยู่ทุกขณะ

๕. ครูบาอาจารย์ ว่าเป็นที่ควรเคารพนับถือนั้น เพราะเป็นผู้ฝึกฝนให้ความรู้ ให้วิชาการทั้งคติโลก คติธรรม ท่านมุ่งฝึกมุ่งฝน บอกย้ำศิลปะวิทยาการ ท่านมุ่งหวังด้วยเมตตากรุณาวาดหวังความสุขความเจริญของสานุศิษย์เป็นที่ตั้ง
ความรู้ความฉลาด อ่านออกเขียนได้ คิดเป็น แก้ปัญหาถูก ความสุขเพราะความรู้อยู่กับตัวเรานี้ เพราะได้แบ่งภาคมาจากครูบาอาจารย์ จึงว่าครูบาอาจารย์อยู่กับตัวของเราอยู่เสมอ ท่านตามช่วยเหลือ แนะนำ ตักเตือนเราอยู่ทุกเมื่อ
จึงว่าคุณครูบาอาจารย์อยู่กับตัวเราตลอดเวลา เช่นนี้จึงให้รู้จักคุณของครูและทำปฏิบัติตอบแทนคุณ ด้วยการประพฤติตนให้เป็นคนดี ให้เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสุจริตธรรมถูกต้องตามประสงค์นิยมของครูบาอาจารย์
อย่ากระด้าง อย่าลบหลู่ อย่าดูหมิ่น อย่าแสดงความหยาบเลวต่อผู้เป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ของตนแต่อย่างใด

๖. พระเจ้าแผ่นดิน ว่าเป็นที่ควรเคารพนับถือนั้น เพราะเป็นยอดเป็นจอมเป็นประมุขของประเทศ เป็นที่พึ่งหลักชัยของประเทศ เป็นในหลวง เป็นเจ้าชีวิต เพราะชีวิตของไพร่บ้าน พลเมือง ราษฎรทุกหมู่เหล่าอยู่ในราชบริหารปกครองของพระองค์ท่าน พระเจ้าแผ่นดินจึงเป็นบุรพการีของราษฎร
อันว่าพระเจ้าแผ่นดินนั้นเป็นผู้มีบุญใหญ่ อันเทพเจ้าผู้มีทิพเนตร ทิพโสตรู้แจ้งแล้ว เชื้อเชิญให้อวตารลงมาอุบัติบังเกิดในหมู่มนุษย์ เพื่อให้เป็นที่พึ่งของหมู่มนุษย์ ในประเทศนั้นๆ จึงทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินโดยไม่มีเหตุใดขัดข้อง ราชธรรมจึงมีในพระเจ้าแผ่นดินนั้นลำดับมา

พระเจ้าแผ่นดินทรงบำเพ็ญธรรม ๑๐ ประการเป็นหลักแห่งมหาราช

ทานัง  การให้ทาน
สีลัง  การรักษาศีล
ปริจาคัง การแจกจ่ายเสียสละ
ตปัง  ไม่ทำกรรมอันเป็นบาป
อาชวัง  เป็นผู้ประพฤติตรง
มัททวัง เป็นผู้อ่อนน้อมอ่อนโยน
อวิหิงสา ไม่เบียดคนแลสัตว์ผู้หาโทษมิได้
อโกธัง  ไม่โกรธในอันไม่ควร
ขันติ  มีความอดทน
อวิโรธนัง ไม่แสดงอาการที่ไม่พอใจในผู้มีความผิดอันได้รับโทษแล้ว

พระเจ้าแผ่นดิน จึงทรงบำเพ็ญใน โพธิสัตวธรรม ๑๐ ประการอีก

ทานัง  การให้สรรพวัตถุการมีเครื่องอุปโภค บริโภค แก่ผู้ควรได้รับ
สีลัง  มั่นในการรักษาเบญจศีล เบญจธรรม และอุโบสถศีล
เนกขัมมัง สะกดใจมิให้หลงในเบญจกามคุณเกินไป ไม่มีพยาบาท ไม่มีการเบียดเบียนเพราะกามเป็นเหตุ
ปัญญา สอดส่องรอบรู้ในราชการบ้านเมืองทุกที่ถิ่น ทุกกิจการงาน
วิริยา  มีความอุตสาหะ กล้าหาญ ไม่อ่อนแอท้อแท้ต่อสรรพกิจใดๆ
ขันตา  มีความอดทนต่อเหตุและผลทั้งปวง
สัจจา  รักษาความจริงไว้ได้ทุกประเภท
อธิษฐานา ตั้งมั่นรักษาประเทศชาติไว้ ตามสรรพกำลัง
เมตตา มุ่งประโยชน์สุขแก่ปวงชน
อุเบกขา ตั้งตนให้เป็นกลางทั่วไป

พระเจ้าแผ่นดิน ยังทรงบำเพ็ญราชสังคหวัตถุอีก ๔ ประการ

ทานัง  การเฉลี่ยความสุขตามยุคกาลสมัย
ปิยวาจัง การโปรยคำอันนำมาซึ่งความสุขยินดี
อัตถจริยัง การประพฤติเพื่อประโยชน์แก่ปวงชน
สมานัตตตัง การประพฤติอย่างสม่ำเสมอในกิจทั้งปวง

พระเจ้าแผ่นดิน ยังทรงบำเพ็ญในพรหมวิหารธรรมอีก ๔ ประการ

เมตตา มีไมตรีจิตประสานประโยชน์สุขแก่ประชาชนและสัพพสัตว์ทุกหมู่
กรุณา  มีความเอ็นดูปราณีแก่ทุกคน มุ่งประโยชน์ของทุกหมู่
มุทิตา  มีความบันเทิงใจ สุขใจเมื่อประชาชนมีความสุข
อุเบกขา เป็นกลางไม่เอียงไปในฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ปราศจากอคติ ทั้ง ๔ คือ ไม่เอนเอียง ไม่ลุอำนาจแก่ความรัก ความโกรธ ความโลภ ความหลง ความกลัวหวาดหวั่น ความเป็นกลางนี้เป็นอำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าแผ่นดิน

ดังนี้พระเดชพระคุณของพระเจ้าแผ่นดินจึงเป็นบุพการีแก่เรา ถือกำเนิดเกิดมาในแผ่นดินประเทศไทยนี้ ความผาสุก ความมีอิสรภาพ ความได้รับการคุ้มครองป้องปกจากพระเจ้าแผ่นดินมีอยู่เช่นนี้

เหตุนี้เราท่านทั้งหลายพึงรู้จักตอบแทนคุณบูรพมหากษัตริย์แต่ต้น จนปัจจุบัน ขอให้ทรงพระเจริญด้วยพระเกียรติยศ พระเกียติคุณและพระบรมเดชานุภาพ ทั้งพระชนมายุอันยืนนานสืบไป

รวมความว่าพวกเราชาวไทยทุกหมู่เหล่าเป็นชาวพุทธมาแต่บรรพบุรุษ นับแต่แผ่นฟ้าแผ่นดิน แต่บุราณกาลลำดับมา จนถึงพระเจ้าอยู่หัวในหลวงปวงไทยพระองค์ก็ทรงบำรุงทำนุพระพุทธศาสนาเป็นพยานหลักฐานแก่เราท่านทั้งหลาย ควรแล้วที่เราท่านทั้งหลายจะพารัก รักชาติ รักเกียรติยศของชาติเรา เราเป็นคนไทย ข้อสำคัญคือรักษาตนให้เป็นคนดีตามคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาจึงเป็นผู้รักตน เป็นผู้รักชาติ เพราะชาติเรานับถือพระพุทธศาสนาและได้ชื่อว่ารักพระพุทธศาสนาด้วย เพราะเราเป็นพุทธบริษัท และได้ชื่อว่ารักพระมหากษัตริย์ด้วยเพราะพระเจ้าอยู่หัวของพวกเราทรงนับถือพระพุทธศาสนา
เมื่อเรานับถือพระพุทธศาสนาตามเสด็จให้ต้องตามพระราชนิยมแล้ว ก็เป็นอันว่ารักและเทิดทูนพระเจ้าแผ่นดินของตน
ตกลงถ้าเรามีเบญจศีล เบญจธรรมเป็นที่ตั้งไว้
ก็จะเป็นผู้มั่นในความเคารพทั้ง ๖ สถาน
เป็นผู้ไม่ประมาทในประโยชน์สุขของตนและผู้อื่นตลอดไป


ลิขิตโดย : พระธมฺมธโร  ครูบาแจ๋ว
อ่านโดย : คุณโยมจินตนา  รัชอินทร์

  คุณโยมญาณัฏกิติ์  พิมพ์ดี
พิธีกร : คุณโยมสมัคร  เสียงล้ำ
   ผอ.สมปอง  เสียงล้ำ
ผลิตมัลติมีเดีย  : จ.ส.ต.วัฒนา  สีบูพิมพา
  ผอ.ไชยา  สาระไชย
คำกล่าวรับ : โดยนายอำเภอคำชะอี

นะมัตถุสสะ ภควโต ทีปัง โลกัสสะ
ความนอบน้อมนมัสการ ของเราท่านทั้งหลาย จงมีแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ผู้เป็นบรมศาสดาอันประเสริฐยิ่งพระองค์นั้น ผู้เป็นดวงประทีปของโลกพระองค์นั้น
กราบนมัสการองค์หลวงปู่จาม  มหาปุญฺโญ พระเถรานุเถระ คุณแม่ชี และสวัสดีครับพี่น้องชาวพุทธบริษัททุกหมู่ทุกคณะทั้งใกล้และจากถิ่นไกล ที่เคารพนับถืออย่างสูง
กระผมมาอยู่ที่นี่แรกสุดได้เข้ากราบนมัสการองค์หลวงปู่จาม  มหาปุญฺโญ องค์ท่านได้ให้คติธรรม ให้ข้อคิดแก่กระผมและกระผมก็จดจำ นำไปใช้ตลอดมา
องค์ท่านสอนผมว่า “ มีบุญ มีกุศล
 มีหิริ  มีโอตตัปปะ
 มีศีล  มีวินัย
 มีธรรมะ  มีปัญญา
 มีได้  มันต้องฝึกหัดฝึกฝน
 มันต้องเริ่มต้นจากของน้อย  ไปสู่ของมาก
 จากของยากๆ ต่อไปมันก็หากง่ายเอง”

และอีกครั้งหนึ่งองค์ท่านก็ว่า “หน้าที่ของผู้ฝึกหัด
๑. สวดมนต์ไหว้พระ คารวะอ่อนน้อม
๒. หมั่นสดับตับฟัง
๓. จาคะ ในปัจจัยทั้ง ๔
๔. หมั่นพิจารณาตนของตน
๕. ฝักใฝ่ในกรรมฐานภาวนา
๖. สะสมปัญญา
๗. มีธรรมะอยู่กับตนของตน
นี่แหละเป็นหน้าที่ที่จะต้องฝึกหัดฝึกฝนตนตลอดชีวิต”

ในท้องที่อำเภอคำชะอี อำเภอหนองสูงนี้ ยังเป็นเขตแคว้นจาริกโคจรแสวงหาสถานสัปปายะปฏิบัติภาวนาขององค์หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล องค์หลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต  องค์หลวงปู่ฝั้น  อาจาโร  องค์หลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน องค์หลวงปู่ชา สุภัทโท องค์หลวงปู่จาม  มหาปุญฺโญ  องค์หลวงปู่หล้า  เขมปัตโต ตลอดจนคุณแม่ชีแก้ว  เสียงล้ำ นี่คือสิ่งดีงาม นี่คือพระอริยสงฆ์ พระสุปฏิบัติ ที่ผมได้มาพบได้มาศึกษา ได้มาเรียนรู้ที่ประพฤติปฏิบัติตาม

ตลอดระยะเวลาที่ผมอยู่ที่นี่ ผมได้ศึกษาจากธรรมะประวัติ ปฏิปทา ความสืบกันมาของพระพุทธศาสนา จากพระอริยะสงฆ์ พระอุปัชฌาย์ ครูบาอาจารย์ตลอดจน  จากภูมิปัญญานิสัยน้ำใจของพี่น้องประชาชนชาวคำชะอี ชาวพุทธ ชาวไทย แต่ก่อนคำชะอีเป็นดินแดนสีชมพู แต่ปัจจุบันนี้เป็นดินแดนสีทอง เป็นแผ่นดินทอง มีวัด มีพระเจดีย์ มีมงคลสถานมีถิ่นภูมิอันรื่นรมย์มีร่องรอยของพระพุทธศาสนา พระอรหันต์เจ้าเล่าขานสืบความ

เกือบจะทุกครั้งที่เป็นงานบุญประจำปีวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา ของที่นี่ผมมีโอกาสไม่ติดภารกิจราชการใดๆ ผมก็จะมาร่วม แต่มาร่วมอย่างชาวพุทธบริษัท ไม่มาด้วยยศตำแหน่งหน้าที่ราชการแต่อย่างใด พาญาติมิตร พาผู้หลักผู้ใหญ่มากราบนมัสการ แต่โดยมากกระผมชอบที่จะมาอย่างธรรมดาๆ

เพราะว่าผมชอบใจซึ้งใจในปฏิปทาอันเรียบง่ายแต่ลุ่มลึก ปล่อยวาง ร่มเย็น สงบสุข การเป็นอยู่ เป็นไปอย่างธรรมดา พอเพียง ถ่อมตน มีเป้าหมาย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ตื่นตูม ใสซื่อ มั่นคง เป็นอาชาไนยบุคคลในองค์หลวงปู่จาม  มหาปุญฺโญ
เหมาะสำหรับสาธุศรัทธาญาติโยมเข้ากราบนมัสการองค์หลวงปู่ ในสายตา ในความเมตตาขององค์หลวงปู่นั้นทุกคนเสมอกัน ไม่มียศช้างขุนนางพระ ทุกคนเป็นลูกศิษย์ลูกธรรมของท่าน ทุกคนมีเกียรติในความเป็นผู้ควรฝึกหัด ฝึกฝนตนโดยรอบด้าน
แต่ด้วยปีนี้เป็นปีอายุวัฒนมงคลครบ ๑๐๐ ปี ขององค์ท่านหลวงปู่ ซึ่งหาได้ยากยิ่งนักที่จะเป็นผู้มากมีบุญ มีธรรมะ มีความงดงาม กระผมจึงได้เข้ากราบปรึกษากับพระธัมมธโร  ครูบาแจ๋ว ผู้สนองงานในองค์ท่านเพื่อเทิดธรรมะปฏิปทาขององค์ท่านให้ปรากฏยิ่งขึ้น

ด้วยว่ากรรมเป็นเครื่องแต่งสัตว์ให้เป็นไปตามกุศลากุศลธรรม แต่องค์หลวงปู่ตลอดระยะเวลา ๑๐๐ ปี ๗๐ พรรษาองค์ท่านผู้ทรงธรรม ทรงมรรค ทรงผลอันบริสุทธิ์มาโดยลำดับ และได้ประกอบกิจแห่งสมณะในพระพุทธศาสนาอย่างเต็มกำลังเต็มความสามารถ ไม่เคยให้เสื่อมเสียเกียรติยศของพระศาสนา เกียรติภูมิของแผ่นดินแต่อย่างใด ได้ชื่อว่าได้นำความบริสุทธิ์ให้ลุล่วงมาโดยทางอันยืดยาวมาเป็นลำดับ เป็นพระสงฆ์วิสุทธิสงฆ์ใสสะอาดโดยแท้

อนึ่งในช่วงสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาวันวิสาขบูชา วันสำคัญสูงสุดทางพระพุทธศาสนา
วันวิสาขบูชา เป็นวันบูชาพระ ในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง เพราะเป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญเวียนมาบรรจบในวันและในเดือนกันคือวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้ปรากฏหลักธรรมที่เป็นแก่นสาระสำคัญ เป็นแนวทางปฏิบัติ เป็นประโยชน์สุขที่แท้จริงของมนุษย์ประกอบด้วยความกตัญญู อริยสัจ ๔ และความไม่ประมาท

กิจกรรมในวันวิสาขบูชา มีธรรมเนียมการปฏิบัติอันเรียบง่ายดีงามของพุทธศาสนิกชนได้แก่ การบูชาพระรัตนตรัย ทำบุญตักบาตร ถือศีล ฟังธรรม เวียนเทียน
ในเวลาเดียวกันนี้ ในปีนี้อำเภอคำชะอีได้

บเมตตานุมัติจากคณะสงฆ์วัดป่าวิเวกวัฒนารามให้จัดนิทรรศการการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ และให้มีการลงนามถวายพระพรอีกด้วย
ทั้งนี้เพื่อแสดงออกในความเคารพเทิดทูนเกียรติยศ เกียรติภูมิและเกียรติในปุคคล สถานที่ควรเคารพ ๖ สถานนั้นให้เป็นที่ปรากฏในหมู่คณะของเราท่านทั้งหลายสืบไป

วันนี้กราบนมัสการ กราบขอบพระคุณองค์ท่านหลวงปู่จาม  มหาปุญฺโญ ตลอดจนพระเถรานุเถระ ขอบพระคุณท่านสาสธุศรัทธาทุกมหู่ทุกคณะ ทุกๆ ท่านทุกสายคณะศิษย์ทั้งจากถิ่นใกล้และถิ่นไกล ที่ได้มาร่วมกันในกิจกรรมวันวิสาขบูชา ณ เจดีย์บู่ทองกิตติ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม แห่งนี้

ในท้ายที่สุดกระผมขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทุกท่านบำเพ็ญความดี น้อมนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนามาประพฤติปฏิบัติ น้อมนำพระบรมราโชวาท พระราชดำรัส พระราชเสาวนีย์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในสมเด็จพระบรมราชินีนาถ มาประพฤติปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้องดีงาม เพื่อความสุขความเจริญ ความสงบสันติของสังคมประเทศชาติ บ้านเมืองสืบไป
ขอขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ
 อารัมภอรรถกถามหาบูชา (อ่านโดย : คุณโยมจินตนา  รัชอินทร์, คุณโยมญาณัฏกิติ์  พิมพ์ดี)
วันเพ็ญเดือน ๖

• วัน     วารหวานสะอาดเวิ้ง จักรวาล
เพ็ญ   ผ่องก็ผ่องขาน         ขับพื้น
เดือน  ขึ้นดอกไม้บาน           เบิกกลีบ
หก  ช่องสวรรค์หว่านพื้น   ฝึกให้กระหายธรรม ๚๛

การเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นของยาก

การบังเกิดขึ้นแห่งพุทธบุคคลทั้งหลายเป็นของได้ด้วยยาก
เพราะผู้จะเป็นพระพุทธเจ้าจะต้องสร้างพระบารมีอันสูง ต้องใช้เวลานานต้องบำเพ็ญด้วยใจมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว ไม่ท้อถอย
ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี  สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี
ในทสบารมีทั้ง ๑๐ นี้จะต้องบริสุทธิ์เป็นปรมัตถบารมีเป็นที่เต็มเปี่ยม หากแต่ต้องนับด้วยภพชาติการเกิดเป็นอันมากจึงจะเต็มตามภูมิ

กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท ความบังเกิดขึ้นแห่งพุทธบุคคลนั้นเป็นของยาก ปรากฏขึ้นได้ด้วยยากนัก
ครั้นแล้วพระบรมศาสดา ทรงแสดงพระพุทธธรรมไว้อีกภายหลังว่า
๑. การบังเกิดขึ้นของมนุษย์บุรุษสตรีในโลกนี้ เป็นของได้ด้วยยาก
๒. การที่มนุสสธรรมจะเกิดขึ้นในสัตวโลก เป็นของได้ด้วยยาก
๓. ชีวิตการเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลายเป็นของยาก
๔. ชีวิตการเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ด้วยมนุสสธรรมเป็นของได้ด้วยยาก
๕. การฟังธรรมเป็นของยาก
๖. การได้ฟังธรรมแล้วจดจำเนื้อความน้ำคำเข้าถึงใจตน เป็นยาก
๗. การบังเกิดขึ้นในโลกแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นของได้ด้วยยาก
๘. การที่พุทธะจะบังเกิดในจิตใจของสัตวโลกทั้งหลายเป็นของยากนัก
พุทธาพุทธคุณจะปรากฏขึ้นแก่เหล่ามนุษย์โลก โลกธาตุหนึ่งๆ นี้เป็นของได้ด้วยยาก
พุทธะแม้เป็นของมีอยู่ทุกเมื่อ หากแต่จะบังเกิดขึ้นต้องอาศัยมนุษย์ มนุษย์ที่พุทธาพุทธคุณอาศัยบังเกิดขึ้นก่อนมนุษย์ผู้อื่น จึงเป็นมนุษย์ที่หาได้ยาก เป็นมนุษย์พิเศษ เป็นมหามนุษย์บุรุษผู้เลิศโลก เป็นสยัมภูตบุคคล เป็นผู้เป็นเอง เป็นผู้ตรัสรู้เอง

ดังนี้ให้เข้าใจเถิดว่า มนุษย์โลกนี้เองที่เป็นมนุษย์แท้ เป็นมนุษย์ที่ดีที่สุด จึงควรเป็นภาชนะรับและรองพระคุณคือ ความเป็นพุทธะ
พุทธะ นี้มิใช่อื่น
พุทธะ คือ ความรู้ความถึงพระธรรมวินัย
พระธรรมวินัย คือ ความจริงมีหนึ่ง
                     ความจริงมีเพียงหนึ่งเท่านั้น

พระธรรมวินัยจึงเป็นของละเอียดสุขุมเพราะมีสิ่งเดียว แสดงอาการเป็นอกาลิโก ไม่มีที่สิ้นสุด
ผู้ใดเมื่อได้รับพระธรรมเทศนาแล้ว ยังพุทธะ ทำพุทธะให้เกิดขึ้นในตน ผู้นั้นชื่อว่าพุทโธ เป็นผู้รู้ตาม 
เป็นสาวกพุทโธ
เป็นสาวกพุทธะ
พระพุทธคุณเป็นของไม่ตาย -๑-
พระวาจา พุทธโอวาท คือ พระธรรมวินัยของพระพุทธองค์เป็นของไม่ตาย -๑-
พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ผู้สืบพระศาสนาเป็นของไม่ตาย -๑-

ดังนี้นับว่าเป็นของกลาง เป็นสมบัติกลาง
เมื่อเป็นกลางในมนุษย์โลกเช่นนี้แล้ว เราท่านทั้งหลายจึงน้อมมาสู่ตนตามปูมชั้นของตน วินิจฉัยข้ออรรถข้อธรรมเพ่งในคุณประโยชน์อตฺถาย เป็นประโยชน์, หิตาย เป็นความดีงาม, สุขาย เป็นสุขยิ่ง สพฺพปาณินํ แก่เราท่านทั้งหลายด้วยกัน
ด้วยเหตุนี้

ครั้นครบรอบวันเพ็ญเดือน ๖ วิสาขะทุกปี เราท่านทั้งหลายควรจะมาสอบสวนทวนทบศึกษาให้รู้จักพระพุทธเจ้า รู้จักพระพุทธคุณ โดยให้พระคุณทั้ง ๓ นั้นมีขึ้นในตน
๑. ปัญญาความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เกิดขึ้นมากน้อยแล้วเพียงใด
๒. เรามีความกรุณาเมตตารักบริสุทธิ์ต่อสัพพชีวิตเพียงใด
๓. เราทำตนของตนให้บริสุทธิ์พ้นจากโทษทุกข์ใดๆ ได้แล้วเท่าใด

อนึ่งพวกเราชาวไทยเป็นพุทธบริษัทมาแต่บรรพบุรุษ มีพระเจ้าแผ่นดินนับแต่โบราณกาลทรงเป็นประมุขเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกยอยกพระพุทธศาสนาสืบมา จนถึงพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเป็นพระสิทธัตถะน้อยของพวกเรา พระองค์ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างเปี่ยมล้นในพระสัพพกำลังเป็นพระประวัติ เป็นพระเกียรติภูมิ เป็นพลังของชาติไทย เป็นพลังของแผ่นดิน สมควรที่พวกเราจะพากันเพาะปลูกและบำรุงความรักชาติ รักเกียรติ รักความสงบสุขในประเทศชาติบ้านเมือง
ข้อสำคัญคือ รักตน รักธรรมะ รักษาตนให้เป็นคนดีตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ชาติเรานับถือพระพุทธศาสนาก็เป็นการรักชาติ รักษาพระพุทธศาสนา รักในหลวง รักพระมหากษัตริย์ราชวงศ์

ข้อนี้เป็นการยังตนให้เข้าถึงพระธรรมคุณ ยึดศีลธรรมไว้เพื่อจะได้บำรุงปรุงตามความสุขแก่ตนแก่ผู้อื่นได้
ทางด้านพระภิกษุสามเณรเป็นผู้รับสืบทอดมรดกทางธรรมวินัย โกนเกล้าเข้าบวชในพระพุทธศาสนา ตั้งอกตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจำทรงพระวินัย รับปฏิบัติกิจวัตรในพระศาสนาตลอดกาล เป็นผู้ทรงศีลทรงธรรม ทรงปัญญา ไว้อย่างครบถ้วนและตามกำลังสามารถ เราท่านทั้งหลายก็ให้นอบนบบูชา
เพราะเมื่อพวกเรามีการฝึกหัดตนในจาคะทานะธรรม ศีล ธรรม
    สมาธิธรรม
    ปัญญาธรรม
ย่อมได้ชื่อว่า เป็นพุทธะ
            เป็นธรรมะ
               เป็นสังฆะ
               เป็นผู้ทรงไว้ในคุณานุคุณของพระรัตนตรัยเจ้าแล้วทั้งหมดทั้งมวล

• พระ  พุทธผุดผ่องแผ้ว   พระพุทธองค์
พระ  ธรรมทอดธำรง     เด่นหล้า
 พระ  สงฆ์วิสุทธิสงฆ์      ใสสะอาด
    พระ  ไตรรัตน์อุบัติจ้า     แจ่มพื้น  ไตรภูมิ ๚๛

[หมายเหตุ : โคลง ๒ บท นี้ โดยคุณขรรค์ชัย  บุนปาน
  ประธานบริษัทมติชน (มหาชน) จำกัด : แต่งถวายเป็นรัตนัตยบูชา" target="_blank">

กราบนมัสการขอบพระคุณค่ะ

 


คำกล่าวนำ ; ถวายบูชาดอกไม้  สักการบูชาภัณฑ์  วันวิสาขบูชา  ๒๕๕๒
ณ เจดีย์บู่ทองกิตติ  วัดป่าวิเวกวัฒนาราม

 อรหํ  สมฺมาสมฺพุทโธ  ภควนฺตํ  อภิวาเทมิ  (กราบ)
 สฺวากฺขาโต  ภควตา  ธมฺโม,  ตํ  ธมฺมํ  นมสฺสามิ  (กราบ)
 สุปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ,  ตํ  สงฺฆํ  นมามิ  (กราบ) 

 นโม    ตสฺส     ภควโต   อรหโต    สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส  (๓ จบ)

วิสาขปุณฺณมายํ  โยชาโต  อนฺติมชาติยา  ปตฺโต  จ อภิสมฺโพธึ, อโถปิ  ปรินิพฺพุโต
โลเกอนุตฺตโร, สตฺถาทฺยา, ญาณญฺณภาสโย  นายโก  โมกฺขมคฺคสฺสมึ, ติวิชฺชตฺตุ,
ถูปเทสโกเจติโย  มหากรุณิกํ  พุทฺธํ, มยนฺตํ  สรณํคตา
อามิสฺเสหิ  จ  ปูเชนฺตา, ธมฺเม  จ  ปติปตฺติยา  ปูชารเห  ปูชยโต, พุทฺเธ  ยทิจ
สาวเก  ปปญฺจสมติกฺกนฺเต, ติณฺณโสกปริทฺเท  เต  ตาทิเส  ปูชยโต,
นิพฺพุเต  อกุโต  ภเย  น  สกฺกา  ปุญ  สงฺขาตํ, อิเมตฺตมฺปิ  เกนจิ  เอวํ  อจินฺติยา
พุทฺธา, พุทฺธธมฺมา  อจินฺติยา  อจินฺติเย  ปสนฺเนนํ, วิปาโก โหตฺย  จินฺติโยติ.

บัดนี้เราทั้งหลายมาถึง  กาลวิสาขปุณณมี  ดิถีเพ็ญเดือน  ๖ อันพระโบราณจารย์เจ้าหากนิยมไว้ว่า เป็นกาละคาบสมัย
ตรงกับวันประสูติกาล  ในปัจฉิมชาติ
ตรงกับวันตรัสรู้ พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ตรงกับวันเสด็จดับขันธปรินิพพาน แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า นั้น
เราทั้งหลายมารำลึกถึง ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ว่าเป็นนาถะที่พึ่งของโลก ว่าเป็นสัตถาศาสดาเอกของโลก  แลเราทั้งหลายมาชอบใจในพระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น  จึงได้ทำความรำลึกถึง  พระบรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า  พร้อมด้วยพระอริยสาวกสังโฆเจ้าทั้งปวง แม้จะเสด็จดับขันธปรินิพพานนานมาแล้วด้วยดี โดยศาสนายุกาลล่วงมาได้ ๒๕๕๒ ปี ถ้วนแล้วนี้แต่อาทิคุณ คือ เครื่องรำลึกถึงยังปรากฏพยานอยู่  ว่าควรเป็นที่ตั้ง เป็นที่ยังโอกาส แห่งศรัทธาปสาทการ แห่งการรำลึก เป็นอารมณ์อยู่
จึงพร้อมใจกัน กระทำตนในอาการแห่งผู้เลื่อมใสอยู่ ด้วยการตบแต่ง ระเบียบทิพย์สักการบูชาภัณฑ์ เครื่องนบนอบนับถือทั้งหลายเหล่านี้ ดังประหนึ่งระเบียบทิพย์แห่งภูตเทพทั้งปวง เพื่อเป็นมหาสักการบูชา
ณ  สถูปเจติยสถานใดๆ
ณ  ภูมิสถานอื่นใดๆ
ณ  เจติยสถานนี้ด้วย
พุทฺธปูชา  จ  มหาเตชวนฺโน  โหนฺตุ

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอถวายบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีเดชะศักดานุภาพ อันยิ่งใหญ่ ล่วงได้จากอำนาจของภูตเทพแลมนุษย์ทั้งหลาย พระองค์นั้น
เพราะเหตุแห่งการบูชานี้ จึงเป็นเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่
ธมฺมปูชา  จ  มหปฺปญฺโญ  โหนฺตุ

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอถวายบูชาพระธรรมวินัยของพระบรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้าอันเป็นบ่อเกิด ซึ่งสติปัญญา วิชชาญาณของภูตเทพ เทวา สรรพสัตววิสัย และมนุษย์ทั้งหลาย
เพราะเหตุแห่งการบูชานี้ จึงเป็นเหตุแห่งปัญญาอันไพบูลย์นั้น
สงฺฆปูชา  จ  มหาโภควโห  โหนฺตุ

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอถวายบูชา พระสาวกสังโฆเจ้าผู้ปฏิบัติดีแล้วด้วย กาย วาจา ใจ เป็นผู้ทรงพระธรรมวินัยอันเลิศแล้ว
เพราะเหตุแห่งการบูชานี้ จึงเป็นเหตุแห่งโภคทรัพย์ โภคธรรมทั้งปวง
เทวตานุโมทนา  มหาหิโต  โหนฺตุ

ด้วยเดชะแห่งการชื่นชมอนุโมทนา สาธุการของภูตาวาสัมภเวสีวา เทวดาภูติภูมิทั้งมวลทั้งหมดไตรโลกานี้  จงเป็นเหตุแห่งหิตะคุณะประโยชน์สุขอันยิ่งนั้น
สาธุโน  ภณฺเต  ภควา / สสาวกสงฺโฆ
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด
ด้วยสัจจะวาจานี้ ด้วยภาษิตของคนยากทั้งหลายเหล่านี้
ขอพระองค์ทรงรับ เครื่องสักการะบรรณาการ ระเบียบทิพย์บูชาภัณฑ์ทั้งหลายนี้
อตฺถาย เพื่อประโยชน์, สุขาย เพื่อความสุข, หิตาย เพื่อความดี เพื่อศิริชัยยมงคล เพื่อนิพพุติ ดับจากทุกข์ทั้งปวง
แห่งข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายนี้เทอญ

อิติปิโสฯ  กาเยนะ
สฺวากฺขาโตฯ  กาเยนะ
สุปฏิปนฺโนฯ  กาเยนะ
พุทฺธํฯ 
นโม  เมฯ
อุกาสะ
อหํ สุขิโต

กล่าวคำอธิษฐาน

  เทศนาวิสาขบูชา ๒๕๕๒
โอกาสํ  เม ภณฺเต  เถโร  เทตุ พุทธปริสายํ  กาจิ  ธมฺมีกถา อุเทสิตุ  กราบขออุกาสะโอกาสพระเถรานุเถระ ครูบาอาจารย์หมู่เพื่อนสหธรรมิกาทุกรูปทุกตน
ท่านสาธุศรัทธา ศิษยานุศิษย์ในองค์หลวงปู่จาม  มหาปุญฺโญ ทุกท่าน ทุกสารทิศ

ท่านทั้งหลาย...! วันนี้แต่ตั้งใจเดิมว่าจะเปิดเสียงเทศน์ธรรมขององค์หลวงปู่  แต่เมื่อตะกี้เวียนเทียนบูชาแล้วเสร็จ มีท่านสาธุศรัทธาผู้หนึ่ง  กราบไหว้ขอฟังธรรมะ จากพระธมฺมธโร  ครูบาแจ๋ว

อาตมาภาพก็ว่า เดี๋ยวก่อนนะ ขอเวลาปรึกษากราบเรียนท่านครูบาแจ๋ว ดูก่อนว่า ท่านจะเมตตาอย่างไร หรือจะขัดข้องอย่างไร
แต่แล้วท่านก็บอกว่าฝืดฝืนเต็มทีนะ เรื่องเทศนาว่าการนี้ ไม่เก่งไม่ถนัด และที่สำคัญ คือไม่เหมาะไม่ควร ปูมชั้นบวชมาก็ไม่นาน เข้าสู่ร่มเงาใบบุญขององค์หลวงปู่ยังไม่นาน เข้ามาศึกษาในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้านี้ยังไม่นาน บอกสอนตนเองก็ยากนักยากหนาอยู่

คุณโยมท่านนี้ก็อ้างว่า พระราชายังหนุ่มน้อย
 ไฟอันกองน้อยๆ
 ยาพิษอันนิดๆ จิ๊บๆ
 พระสงฆ์หนุ่มน้อย
 จะประมาทมิได้เลย

ภาษิตภูไทว่า เจ้าเมิงจี  อัคคีนิด  ยาพิษและบรรพชิตยังหนุ่มอยู่จะประมาทมิได้ จะลบหลู่มิได้
เมื่อคุณโยมอ้างมาอย่างนี้  จึงถามกลับว่า เอ้า... อยากฟังเรื่องอะไร? เธอบอกว่า ขอฟังพระพุทธเจ้าชนะมาร
จึงรับปากอย่างจำยอม  แต่จะอรรถาธิบายว่าไปตามอัตตโนมติ
ปญฺจมาเร  ชิเน  นาโถ
อะไรเป็นเหตุขัดข้องที่ทำให้พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นได้ยากในโลก
ถ้าจะเล็งความตามทางพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็มิใช่อื่นใด คือ ตัวมารเป็นเหตุขัดข้องใหญ่
ครั้นพระพุทธะ จะบังเกิดขึ้นมาในโลกก็จะต้องปราบมารเสียก่อน
การปราบมาร การเอาชนะมาร ปราชญ์โบราณได้นำมาวาดเขียนให้เป็นพยาน เป็นประวัติมารวิชัย ไว้ตามผนังโบสถ์ผนังวิหาร

เป็นภาพเหตุการณ์ที่จะเอาชนะมาร จนพระสิทธัตถะมหาโพธิสัตโต ต้องประกาศชุมนุมพระบารมี ๑๐ ได้แก่ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิฏฐานะ เมตตา อุเบกขา
อายนฺตุ  โภนโต  อิธ ทานสีลา  เนกฺขมฺมาปญฺญา สหวีริยขนฺตี  สจฺจาษฺาน สเมตฺตุเปกขา  พุทฺธายโว  คณฺหาถ  อาวุธานีติ

พระบารมีทั้ง ๑๐ ทสะปารมี เป็นอาวุธเข้าประหัตประหารเกลศมาร นางนารถน้อยธรณีขึ้นมาแสดงน้ำทักขิโณทกให้ไหลจากเมาลียอดมวยผมเป็นพยาน ท่วมหลากพัดกระหน่ำพญามารและพลมารให้ถึงแก่พ่ายแพ้อัปราชัย พระองค์ก็ได้ตรัสรู้พระโพธิญาณ เป็นพุทธะเป็นวิสุทธขันสันดานอันอุดมเอกเลิศสุด
พญามารพร้อมพลพรรคเสนามารเป็นผู้ขัดขวางทางของพุทธะ แม้เจ้าชายสิทธัตถะผู้สมบูรณ์แล้วในภพชาติสุดท้าย  ก็ต้องมารบราฆ่าประหารกับหมู่มวลมารเสียเต็มที่เต็มแย่

เราท่านทั้งหลายด้วยกันนี้ เอาแต่ให้รู้จักหน้าตาของปวงมารก็นับว่ายากยิ่งนักแล้ว และเมื่อไม่รู้จักมาร ก็จะรู้พุทธะไม่ได้เลย
พญามาร ธิดามาร เสนามาร พลโยธานิกรของปวงมาร นั้นหากชี้ให้ดูก็ดูว่าจะลำบากสักหน่อย เพราะไม่มีพยานภายนอก หากแต่มีอยู่ในตัวทุกๆ คน
ไม่มีพยานภายนอกแต่มีอยู่ในตัว
ปญฺจมาเร  ชิเน  นาโถ  ในมารทั้ง ๕ พระโลกนาถเจ้าชนะได้แล้ว
มารมีอยู่ ๕ ประเภท – ๑ – ขันธมาร

 ขันธะ แปลว่าหมวด กอง ก้อน รวมเป็นสรีราวัยวะนี้เองชื่อว่าขันธ์ มีอาการเป็น ๕ คือ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขารและวิญญาณ 
 รูป เป็นก้อนกายทั้งก้อน
 เวทนา สุข ทุกข์ อุเบกขา
 สัญญา เครื่องหมายปรากฏ
 สังขาร ธรรมชาติปรุงแต่ง
 วิญญาณ สภาพรับรู้

รูปร่างเรือนกายเป็นมารเพราะล่อให้บุคคลผู้อ่อน ความรู้ อ่อนสติ อ่อนปัญญาลุ่มหลงมัวเมา ถึงกับทำทุกอย่างให้ได้รูปนั้นมา เริ่มตั้งแต่ออกทรัพย์ซื้อหรือบังคับขืนใจ หรือที่สุดทำสงครามแก่งแย่งเอามา
เวทนา คือ  ความสุขความทุกข์อันเป็นเหตุแห่งตัณหาอุปาทาน

 ในสุขทุกข์นี้มีน้อยคนนักที่จะรู้ทันได้ เปรียบได้กับนางตัณหา นางราคา นางอรดี  เป็นกิเลสมาร
สัญญาขันธ์ เป็น เทวปุตตมาร
สังขารขันธ์ เปรียบกับอภิสังขารมาร เป็นมายาของสังขาร
วิญญาณขันธ์ เปรียบกับมัจจุมาร อาการที่รับรู้ผนวกกับจิตเป็นมาร
ในอาการของมารเหล่านี้ เรารู้ได้ยากและตกอยู่ในอำนาจวิสัยมาร
มารจึงอยู่ได้กับ กามาวจร รูปาวจร อรูปวจร
โลกส่วนตัวของเรามารจึงเป็นใหญ่ จึงปกครองบัญชาการอยู่

เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าผจญมารแล้วเอาชนะมารได้นั้นมีใจความตามมารวิชัยนั้นว่า ณ วันวิสาขปุรณมี เพ็ญ เดือน ๖ เวลาบ่าย พระมหาบุรุษประทับนั่งเหนือบัลลังก์สมาธิบนกองหญ้าคา ด้านตะวันออกของโคนโพธิ ตั้งจิตอธิฐานว่า ถ้าเราไม่ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เราจักไม่ลุกจากบัลลังก์นี้ ถึงอวัยวะจะเหือดแห้งย่อยยับไป โดยประการใดก็ตามเถิด เมื่อตั้งจิตเช่นนั้นแล้ว ก็น้อมสู่อานาปานสติกัมมัฏฐาน ยังฌาน ๔ ให้บังเกิด ปราบมารด้วยจตุตถฌานปราบพญามารด้วยพระทศบารมีญาณ ได้ใจความโดยย่อว่า
มารธิดามิใช่อื่น คือ ความติดสุขติดในองค์ฌาน ติดในวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
ข้อนี้เมื่อบำราบกิเลสตัวหยาบได้ องค์ฌานก็เกิดขึ้น
ก็สุขสงบในฌานนี้เองเป็นของละเอียดสุขุมยิ่งนัก เป็นเครื่องล่อลวงให้โยคาวจรเจ้าลุ่มหลงติดอยู่
พญามารนั้นเล่าคือสิ่งใด
พญามารเป็นสัญญาในอดีต คือ ติดสุขในชั้นสวรรค์และชั้นพรหมโลกสุขอันประณีตในสวรรค์ตัวบุคคลต้องบริบูรณ์ด้วยเทวธรรม สุขอันประณีตในพรหมโลกนั้นตัวบุคคลต้องบริบูรณ์ในพรหมธรรม
เช่นนี้จึงเปรียบเอาไว้ว่าเป็นพญามาร

ส่วนพลนิกรเสนามารนั้น คือ สุขทุกข์ในเมืองมนุษย์นี้เอง สุขโสมนัสเกิดก็ติดแน่นติดหนึบ ทุกข์โทมนัสก็ยากนักที่จะชนะได้
พระพุทธองค์ทรงประทับนั่งในบัลลังก์สมาธิตั้งแต่ตะวันบ่ายจรดปฐมยาม เมื่อขณะที่องค์ฌานยังเป็นไปอยู่คงไม่มีความรู้สึกลำบากเหน็ดเหนื่อยอันใดมารบกวน ครั้นองค์ฌานระงับลงแล้วจึงก้าวขึ้นสู่วิปัสสนา ขณะที่จิตถอนจากสงบสุขในองค์ฌานนี้เอง ความขบเมื่อย ความลำบากเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าปวดเจ็บเหน็บมึนชาก็จะบังเกิด สัญญาในอดีตตัวห่วงแต่ว่าจะไม่สุข ก็ผลักรั้งแต่ก่อนเคยสุขเคยสบายเพราะได้เปลี่ยนอิริยาบถ นี่ต้องมานั่งทนทุกข์ในที่นั่งนี้

ดังนี้ ก็จะดำริคิดอยากจะขยับขยายบัลลังก์สมาธินั้นออก ข้อนี้เองที่สำคัญระหว่างกาล พระโบราณจารย์จึงยกวิถีจิตในเวลานั้นขึ้นสู่บุคคลาธิษฐานว่าพญามารยกพลนิกรแย่งรัตนบัลลังก์

คือ เมื่อพระองค์ทรงเห็นความขัดข้องอันเกิดแต่อดีตาสัญญารมย์ จึงได้ตรวจตราในข้อปฏิบัติบารมีทั้งหมด
๑. ทานบารมี   จาคเจตนา เราได้สละมาแล้วทั้งหมด
๒. ศีลบารมี  เราได้บำเพ็ญเป็นปกติอยู่
๓. เนกขัมมบารมี เราได้ประพฤติไม่เกาะเกี่ยวกามอันใดอยู่แล้ว
๔. ปัญญาบารมี เราได้ตรวจตราเห็นโทษและคุณความเป็นไปในสัตว์ทั่วโลกแล้ว
๕. วิริยบารมี เราได้บำเพ็ญมาเต็มที่แล้ว
๖. ขันติบารมี เราอดทนมาแล้ว
๗. สัจจบารมี เราได้ให้มีให้เป็นเต็มที่แล้ว
๘. อธิษฐานบารมี เราตั้งไว้แต่แรกออกสู่เพศบรรพชิตนี้แล้ว
๙. เมตตาบารมี เราจะทำตนให้พ้นทุกข์แล้วให้ผู้อื่นพ้นด้วย
๑๐. อุเบกขาบารมี เราได้บำเพ็ญมาแล้วทั้งหมด

บารมีทั้งหมดเป็นกำลังหนุนแก่กันและกัน เมื่อนึกได้เช่นนี้แล้วกายจิตก็สงบมั่นเป็นกลาง ไม่หวั่นไหวต่อทุกข์สุขอันใดเป็นอุเบกขา

อุเบกขาญาณนี้ท่านเปรียบกับนางธรณี  คือ เปรียบเหมือนกับแผ่นดินเป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ เป็นทางตรงในวิสุทธิธรรมอันมีศีลวิสุทธ์เป็นอาทิ จนที่สุดก็พ้นจากอำนาจวิจิกิจฉา อันเนื่องมาแต่สัญญาในอดีตนับว่าได้มรรคอันประณีตควรแก่วิปัสสนาญาณ น้ำพระทัยของพระองค์ที่ทรงเปี่ยมในกาลนี้จึงเปรียบกับอุทกวารีที่ไหลมาแต่มวยผมของนางนารถน้อยธรณี กระหน้ำซ้ำซัดพญามารและพลนิกรเสนาวินาศไป
วิปัสสนูปกิเลส ยังเกิดแต่อำนาจของกิเลส เป็นนิมิตว่าเกิดแต่จิตที่ยังไม่บริสุทธิ์ดีพอ เพราะเกี่ยวโยงมาแต่สัญญาอดีต ยังยินดีอยู่นั่นเอง

จึงให้ระลึกอยู่เสมอๆ เช่นนี้ว่า มารวิชัย ถือเอาชัยชนะเหนือปวงมารในตนของตนนี้มิใช่เรื่องที่ได้ด้วยอาการง่ายๆ เมื่อใด
อนึ่งที่บรรยายมานี้ก็เพื่อแสดงพระพุทธคุณทีเดียว และให้ทราบเถิดว่าพระพุทธคุณเป็นของละเอียดลึกซึ้งมาก สุขุมลุ่มลึกคัมภีรภาพกว้างขวางใหญ่หลวงนัก ดังพื้นฟ้าอากาศกว้าง นกตัวน้อยนิดจะโบยบินไปให้ทั่วฟ้านั้นกำลังไม่พอแน่
หรือเหมือนกับตักน้ำสักจอกจากแม่น้ำใหญ่
ที่แสดงมาก็แสดงเอาแต่ตามมติของตนเท่านั้นเอง
โปรดเข้าใจเช่นนี้เถิด

..............................................................................................................................................

 

13 ธันวาคม 2553
เวลา 09:55 น. [A-777]

เชิญแสดงความเห็นในประเด็นนี้ | อ่านบทความครั้งก่อน

bookmarkความเห็นของผู้อ่าน...   

ธ ร ร ม ส ว น ะ
contact us : webmaster@dhammasavana.or.th