Notice: A session had already been started - ignoring session_start() in /data/website/dhammasavana.or.th/peach.php on line 3
บ อ ร์ ด ส น ท น า ธ ร ร ม - ธ ร ร ม ส ว น ะ
formumandme.com  
   บ อ ร์ ด ส น ท น า ธ ร ร ม  

ต้องการสนทนาธรรม คลิกที่นี่ !

P258: พรทิพย์,

เรียนคุณ P257 บังเอิญว่าเรามีCD พระอาจารย์ฯ พอดี เพราะได้ไปกราบท่านมา ท่านเมตตาให้มา ถ้าต้องการให้แจ้งที่อยู่มาได้ที่ thipsop@hotmail.com ถ้ามารับด้วยตัวเองก็มาแถวๆสะพานควายได้ค่ะ

04 ม.ค. 2555, 15:53 น.
P257: ณัฐภัทร,

ฟังคำเทศน์ เรื่อง วาระสุดท้าย ของหลวงพ่อ ญาณธัมโม แล้ว อยากได้ CD MP 3 ชุดคำเทศน์ของท่าน หาซื้อได้ที่ไหนคะ

15 พ.ย. 2554, 11:24 น.
P256: ,

P255
ส่งมาที่ 48/140 หมู่2 หมู่บ้านวังทองวิลเลจ2 ซอยเสรีไทย 33/1 ถนนเสรีไทย แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม.10240

29 ก.ย. 2554, 17:10 น.
P255: พรทิพย์ ,

ได้รับ DVD ธรรมประวัติและธรรมเทศนาของหลวงปู่จาม มหาปุญโญแล้ว หากท่านใดสนใจ โปรดแจ้งมาที่ babymbube@gmail.com พร้อมทั้ง ขอให้ท่านส่งซองเปล่ากันกระแทกจ่าหน้าซองถึงตัวท่านเองพร้อมติดแสตมป์ให้เรียบร้อยด้วยค่ะ (เป็นDVD 1 แผ่นและ CD 1 แผ่น)

29 ก.ย. 2554, 11:45 น.
P254: สุวิทยา ,

อยากทราบอดีตชาติ หลวงตา มหาบัว ณาณสัมปันโน ครับ
ว่าท่านเคยเป็นใครในอดีตครับ
และอดีตชาติ คุณแม่จันดี (ผู้เป็นน้องสาวหลวงตาครับ) เห็นหนังสือเขาเขียนออกมาว่าคือ เจ้าแม่จามเทวี ครับ

08 ส.ค. 2554, 11:33 น.
P253: พรทิพย์ โสภาพรอมร,

ขณะนี้ทางวัดได้จัดพิมพ์หนังสือธรรมประวัติขององค์หลวงปู่จามฯ และหนังสือธรรมอื่นอีก เนื่องในวันครบรอบอายุ 102 ปี ลองเขียนจม.ถึงวัดดูนะ เพราะได้ร่วมบุญพิมพ์หนังสือไปแล้ว
ยิ่งอ่านก็ยิ่งซาบซึ่งในบารมีธรรมของท่านและธรรมขององค์พระพุทธศาสดาสัมพุทธเจ้า อ่านแล้วอ่านอีกก็ได้ปีติและปัญญาทุกครั้งที่อ่านและกำลังใจที่จะประพฤติปฏิบัติธรรม

หากท่านใดจะกรุณาcopy แผ่นcd เสียงธรรมของหลวงปู่ในโอกาสวันครบอายุ 100 ปี ขององค์หลวงปู่จาม จักขอบคุณยิ่งนัก

20 พ.ค. 2554, 19:05 น.
P252: purivat,

ขออนุญาติถามครับ ว่า ดาวน์โหลด ซอฟท์แวร์เถื่อน(ละเมิดลิขสิทธิ์) มาใช้
1. บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของตน
2.ลงให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคนอื่น แบบไม่ใช่เชิงพานิชย์
ทั้งสองกรณี ผิดศีลข้อที่สอง อทินนาทานา ไหมครับ
และทำให้ศีลข้อที่สอง ไม่บริสิทธิ์ไหมครับ

16 พ.ค. 2554, 13:16 น.
P251: ณัช,

อยากได้หนังสือธรรมประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญโญ ผู้มากมีบุญ สามารถหาซื้อหรือร่วมทำบุญแล้วได้หนังสือได้ที่ไหน

15 พ.ค. 2554, 16:40 น.
P250: 111,

วันวิสาขบูชานี้

ที่วัดหลวงปู่ มีงานไหมครับ

ตอบ :
วันวิสาขบูชา 16-17 พฤษภาคม 2554
ที่วัดป่าวิเวกวัฒนาราม (วัดหลวงปู่จาม) มีงานใหญ่ประจำปีครับ
เชิญไปร่วมบุญด้วยกัน
ที่สำคัญ ช่วงนี้ หลวงปู่จาม ท่านสุขภาพแข็งแรง แม้ว่าอายุย่าง 102 ปี
แต่ก็สามารถออกบิณฑบาตร (โดยนั่งบนรถเข็น หลังจาก หยุดบิณฑบาตรมาหลายปี) เพื่อโปรดญาติโยม
ขอเชิญพี่น้อง ไปร่วมใส่บาตรท่านกันนะค่ะ

แผนที่ ดูได้ใน google map ค้นคำว่า "วัดป่าวิเวกวัฒนาราม"
หรือคลิกที่นี่
http://www.dhamma.or.th/article.php?a=728

ลูกศิษย์พระ

07 พ.ค. 2554, 13:01 น.
P249: ปรีชา รัตนประสิทธิ์,

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์
"งานหลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย วัดเขาสุกิม ปีที่ ๖"
ด้วยคณะศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันจัดงานบำเพ็ญกุศลถวายแด่พระวิสุทธิญาณเถระ(หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย) อดีตประธานสงฆ์ วัดเขาสุกิม และ
หลวงปู่คำพันธ์,พระอาจารย์คำพันธ์ อดีตเจ้าอาวาส วัดเขาสุกิม ทั้ง๒ท่าน ณ วัดเขาสุกิม ต.เขาบายศรี อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี
วันที่ ๑๗-๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๔
หมายเหตุ - ผู้ประสงค์จะร่วมเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหาร,ตั้งโรงทาน และถวายเครื่องไทยธรรมตลอดจนพระพิธี
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่พระญาณวิลาศ(เจ้าคุณบุญ สิริปุญโญ) เจ้าอาวาส 081-8618736 หรือพระอาจารย์ประสิทธิ์ชัย รองเจ้าอาวาส 081-5201464,082-2598591

01 พ.ค. 2554, 11:22 น.
P248: ป่าด่าน ลานธรรม,

มีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดโนนทอง อ.เทพารักษ์ จ.นครราชสีมา ขณะที่เดินจงกรมก็ได้ฟังธรรมเรื่องอภัยทาน รักบริสุทธิ์ ก็รู้สึกซาบซึ้งเพราะขณะนั้นเพิ่งอกหักและมีความแค้นพยาบาทมาก ขณะที่เดินไปฟังธรรมไปก็ทำให้คิดได้ แต่ความแค้นมันก็ผุดขึ้นมาอีก พยายามนั่งสมาธิแต่ความคิดแค้นและต้องการแก้แค้นก็กลับมา จนถึงขณะนี้ก็ยังทำใจไม่ได้ ดิฉันอยากลืมเรื่องการแก้แค้น และความแค้น แต่ไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไรให้มีสมาธิ

29 มี.ค. 2554, 16:33 น.
P247: ปรีชา รัตนประสิทธิ์,

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์
ขอเชิญชวนรวมศรัทธาพุทธบริษัทร่วมสร้างพระมหาเจดีย์บูรพา
ประชาสามัคคี พระวิสุทธิญาณ(หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย) วัดเขาสุกิม
จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นผู้ศรัทธามีความเชื่อมั่นในหลักคำสอนของ
พระพุทธเจ้าอย่างมั่นคง ได้ทุ่มเทบำเพ็ญธรรมด้วยความมุ่งมั่น
เอาชีวิตเป็นเดิมพัน โดยใช้คำประจำใจว่า
"ไม่ได้ดีขอให้ตาย! ไม่ตายขอให้ได้ดี" และสามารถปฏิบัติเป็นผล
ปรากฎแก่เหล่าคณะศิษย์
มหาเจดีย์สถานรวมศรัทธาบริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ของพุทธบริษัทชาวไทย
ชาวโลก ที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย ณ มหาเจดีย์บูรพาฐิตวิริยา
ประชาสามัคคี วัดเขาสุกิม จ.จันทบุรี เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุของพระอัครสาวก และเป็น
สถานที่ศึกษาพระไตรปิฎก ๓ ภาษา ฯลฯ ให้ยิ่งใหญ่ให้สมกับพระธรรม
คำสอนที่เป็นเอกในโลก สืบทอดให้เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา
ประจำประเทศไทย เพื่อความสุขและความเจริญของ ชาติ ศาสน์
กษัตริย์ของพวกเรา อย่างมั่นคงตลอดสืบไป....
เจดีย์บูรพาฐิตวิริยา ประชาสามัคคี วัดเขาสุกิม ต.เขาบายศรี อ.ท่าใหม่
จ.จันทบุรี โอนเงินเข้าบัญชีวัดเขาสุกิม
ธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนศรีรองเมือง เลขที่บัญชี 148-2-69684-4
ธนาคารทหารไทย สาขาหนองคล้า เลขที่บัญชี 398-3-31019-2
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
พระญาณวิลาศ (บุญ สิริปุญโญ) เจ้าอาวาส 081-8618736
พระอาจารย์ประสิทธิ์ชัย อตุลธรรมโม รองเจ้าอาวาส 081-5201464
082-2598591
พระครูบาภวัต 089-9967823


27 มี.ค. 2554, 08:02 น.
P246: พระปลัดบรรชา เตชปญฺโญ,

ขอเชิญเที่ยวงานสรงน้ำรูปหล่อเหมือนอดีตเจ้าอาวาสและ
ร่วมทอดผ้าป่าสามัคคี วัดพรหมโลก
หมู่ที่ ๑ ตำบลพรหมโลก อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช
เนื่องจาก คณะสงฆ์ โดย พระครูบรรหารวุฒิชัย เจ้าอาวาส และ พุทธบริษัท วัดพรหมโลก ตำบลพรหมโลก อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ดำเนินการปรับปรุงศาลาการเปรียญ ที่ชำรุด และ เพื่อให้มีความสะดวก ในการจัดกิจกรรมต่างๆทางศาสนาของคณะสงฆ์ และ ชุมชน ภายใต้การดำเนินงานของ พระครูบรรหารวุฒิชัย เจ้าอาวาสวัดพรหมโลก ซึ่งใช้งบประมาณในการดำเนินการปรับปรุง เป็นจำนวนเงิน 2,300,000 บาท ( สองล้านสามแสนบาทถ้วน ) ทางวัดได้จ่ายค่าดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงไปแล้วบางส่วน และ ทางวัดยังขาดปัจจัยในการดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงในบางส่วน จึงใคร่ขอความสนับสนุนบอกบุญมายัง คณะอุบาสก อุบาสิกา และ พุทธบริษัท ได้ร่วมกันบำเพ็ญบุญกุศลในครั้งนี้โดยทั่วกัน
พร้อมกันนี้ ทางคณะพุทธบริษัทวัดพรหมโลก จัดให้มีการจัดงานสรงน้ำรูปหล่อเหมือนอดีตเจ้าอาวาสวัดพรหมโลก และงานประจำปีขึ้นพร้อมกัน ในงานจะมีมหรสพมากมาย เช่นหนังตะลุง มโนราห์ รำวงย้อนยุค การออกร้านกาชาด การละเล่นต่างๆ และการออกร้านของพ่อค้าประชาชน เที่ยวฟรีชมฟรีตลอดงาน
ขอให้พุทธบริษัทที่มาร่วมงานบุญกุศลในครั้งนี้ จงมีความสุขความเจริญโดยทั่วกันทุกท่านเทอญ
กำหนดการทอดผ้าป่าสามัคคี
วันจันทร์ที่ 18 เมษายน 2554 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5
เวลา 11.00 น. ถวายภัตตาหารเพล แด่พระภิกษุสงฆ์
เวลา 12.00 น. เชิญคณะพุทธบริษัท ร่วมรับประทานอาหารโดยพร้อมเพรียง
เวลา 13.00 น. แสดงพระธรรมเทศนาบอกอานิสงค์การถวายผ้าป่า 1 กัณฑ์
เวลา 13.30 น. ถวายผ้าป่า พระสงฆ์อนุโมทนา เสร็จพิธี
มีมหรสพให้ชมฟรีตลอดงาน
มหรสพที่แสดงในงานประจำปี สรงน้ำอดีตเจ้าอาวาส และ ทอดผ้าป่าสามัคคี
วันพุธ ที่ 13 เมษายน 2554 ขึ้น 10 ค่ำ รำวงย้อนยุค “ ดาวมยุรา “ หนังตะลุง พรเพชร ศ.ศรีโต
วันพฤหัสบดี ที่ 14 เมษายน 2554 ขึ้น 11 ค่ำ รำวงย้อนยุค “ดาวมยุรา “ หนังตะลุง ยอดชาย ขวัญใจลูกทุ่ง
วันศุกร์ ที่ 15 เมษายน 2554 ขึ้น 12 ค่ำ รำวงย้อนยุค “ ลูกบ้าน 91 “ มโนราห์ น้ำอ้อยเสียงทอง
วันเสาร์ ที่ 16 เมษายน 2554 ขึ้น 13 ค่ำ รำวงย้อนยุค “ ลูกบ้าน 91 “ มโนราห์ เข็มน้อย นครศรีฯ
วันอาทิตย์ ที่ 17 เมษายน 2554 ขึ้น 14 ค่ำ รำวงย้อนยุค “ชาวนา “ หนังตะลุง ปัทพงค์ ศรีประเสริฐ
วันจันทร์ ที่ 18 เมษายน 2554 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ทอดผ้าป่าสามัคคี
ติดต่อร่วมอนุโมทนาบุญได้ที่ สำนักงาน เจ้าคณะอำเภอพรหมคีรี วัดพรหมโลก ม.1พรหมโลก
อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช
โทร...075396345 – 0897245547 -0840511748
http://www.promlok.com
E-MAIL-WADPROMLOK@HOTMAIL.com
พระปลัดบรรชา เตชปญฺโญ เลขานุการเจ้าคณะอำเภอพรหมคีรี


22 มี.ค. 2554, 08:06 น.
P245: ปรีชา รัตนประสิทธิ์,

คติธรรมของพระอาจารย์ประสิทธิ์ วัดเขาสุกิม จ.จันทบุรี
"ชีวิตที่ดีต้องมีการศึกษา ชีวิตที่เจริญเกิดจากการพัฒนา ชีวิตที่ประเสริฐเกิดจากการทำวิปัสสนา"


28 ม.ค. 2554, 17:35 น.
P244: ภาวิณี,

ขอความช่วยเหลือตอบแบบสอบถามงานวิจัยเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา

สวัสดีค่ะ ดิฉันเป็นนิสิตปริญญาโทสาขาวารสารสนเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังเก็บข้อมูลเพื่อประกอบการทำวิจัยเรื่อง “การสื่อสารและการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศในเว็บไซต์พระพุทธศาสนา”

ดิฉันจึงขอความอนุเคราะห์ในการตอบแบบสอบถามชุดนี้ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์พระพุทธศาสนา การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจะนำไปประกอบการศึกษาวิเคราะห์ในภาพรวม มิได้เป็นการศึกษาเฉพาะเจาะลงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ดังนั้นคำตอบที่ได้รับความอนุเคราะห์จากท่าน จะไม่ถูกเปิดเผยและไม่มีผลใดๆต่อตัวท่านทั้งสิ้น ทั้งนี้ดิฉันขอรบกวนเวลาของท่านในการตอบแบบสอบถาม ซึ่งใช้เวลาประมาณ 20 นาที กรุณาคลิก ลิ้งค์นี้ http://www.surveymonkey.com/s/HZYXBQR เพื่อเข้าสู่แบบสอบถาม

ขอขอบพระคุณในความร่วมมือตอบแบบสอบถามของทุกท่านมา ณ ที่นี้และขออภัยหากข้อความนี้เป็นการรบกวน


ภาวิณี


(หากท่านไม่สามารถคลิกลิ้งค์ได้ กรุณา copy ลิงค์และนำไปวางใน Internet Browser ของท่าน )

09 ม.ค. 2554, 16:03 น.
P243: ,

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์
ขอเชิญชวน รวมศรัทธาพุทธบริษัทร่วมสร้างพระมหาเจดีย์บูรพาฐิตวิริยา
ประชาสามัคคี พระสุทธิญาณเถระ(หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย) วัดเขาสุกิม
จังหวัดจันทบุรี โอนเงินเข้าบัญชีดังนี้
ธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนศรีรองเมือง
เลขที่บัญชี 148-2-69684-4
ธนาคารทหารไทย สาขาหนองคล้า
เลขที่บัญชี 398-3-31019-2
สอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ที่ พระอาจารย์ประสิทธิ์ 084-9418384,081-5201464

30 ธ.ค. 2553, 21:29 น.
P242: ศิลีพร เทียนประภาสิทธิ์,

เรียน พระอาจารย์แจ๋ว โยมฝึกนั่งสมาธิได้สักระยะหนึ่งจะรู้สึกว่าเราสบายตัวเหมือนลอย ๆ แบบนี้เรียกว่าเรารวมจิตหรือยังค่ะ แต่พอนั่งไปๆ ก็กลับมาคิดเรื่องนั่นเรื่องนี้ไปอีก เราควรจะบังคับจิตเราหรือไม่ค่ะหรือปล่อยจิตไปเรื่อย ๆ รอเวลาถึงที่เขากำหนดโดยที่เราไม่ท้อใจที่จะฝึกค่ะ

08 ธ.ค. 2553, 13:01 น.
P241: เกรียงศักดิ์ สถาปนศิริ,


DREAM ความฝันและเป้าหมาย

คนอเมริกันมักนิยมพูดกันว่า ต้องกล้าที่จะฝัน DARE TO DREAM เพราะความฝันนั้นเป็นรุ่งอรุณของความสำเร็จทั้งปวง ในการเริ่มต้นวันใหม่ เริ่มจากแสงแรกแห่งดวงตะวันฉันใด การเริ่มต้นของชีวิตคน ก็ต้องเริ่มต้นจากความฝันฉันนั้น คนเราอยู่ดีๆ ชีวิตจะประสบความสำเร็จโดยปราศจากการสร้างความฝัน หรือการตั้งเป้าหมายไว้ก่อนนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย การกำหนดเป้าหมายหรือการสร้างความฝัน ก็เหมือนกับการจัดทำแผนที่เดินทาง ว่าเราต้องการจะไปที่ไหน ก่อนที่จะเริ่มต้นออกเดินทางจริงๆ หากใครเดินทางโดยไม่มีเป้าหมาย อาจจะต้องเสียเวลาเดินวนไปมา หรือไม่ก็หลงทางเสียเวลา ชีวิตคนเราช่างแสนสั้นยิ่งนัก มีคนจำนวนไม่น้อยเดินหลงทางกว่าจะรู้ตัวก็หมดเวลาเสียแล้ว

เราจะไปไหนกันดี ลองถามตัวเองบ่อยๆ ถามใจตัวเองและค้นหาคำตอบให้ได้ว่า เป้าหมายหรือความฝันของเรานั้นคืออะไร อะไรคือสิ่งที่เราปรารถนา งานที่เรารักและลุ่มหลง วิถีชีวิตที่เราอยากให้เป็นไป อะไรคือสิ่งที่เราต้องการมันจริงๆ และอะไรคือสิ่งที่เราถนัดทำได้ดีกว่าสิ่งอื่นๆ หลายคนไม่รู้ใจตัวเอง มัวแต่หลงทางวิ่งหาแต่วัตถุสิ่งของเงินทองและค่านิยมอันจอมปลอม หลายคนคิดแต่เพียงว่า ต้องเรียนหนังสือ จบมาจะได้มีงานทำ มีเงินใช้ ยิ่งมีเงินใช้มากๆ ยิ่งดี เลยพากันหลงทางกันยกใหญ่ เพราะแทนที่จะมุ่งเน้นไปที่ความสุขทางใจ เลือกงานที่ตนเองรักและถนัดที่สุด กลับเน้นไปที่วัตถุสิ่งของเงินทอง จึงต้องฝืนทนรับกรรมทำงานที่ตนเองไม่ชอบไม่มีความสุข แถมเงินก็ไม่ได้มากอย่างที่ฝันไว้
การกำหนดเป้าหมายชีวิตที่ถูกต้อง ควรกำหนดกรอบก่อนว่า ชีวิตต้องดีและมีความสุข หลังจากนั้นค่อยมาค้นหาว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ เพื่อให้ชีวิตเป็นไปด้วยดีและมีความสุข ยกตัวอย่างเช่น การค้ายาบ้า ทำไม่ได้ เพราะผิดกฎหมาย มีชีวิตไม่ดีแน่นอน แล้วจะมีความสุขไปได้อย่างไร แต่คนส่วนใหญ่ กำหนดทิศทางไปที่ความร่ำรวย ทำให้หลายคน พลาดไปทำผิด ทำความชั่วและชีวิตต้องล้มเหลวในที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการคอรัปชั่น การทำผิดกฎหมาย การเบียดเบียนทำร้ายคนอื่น ล้วนแต่มาจากความเข้าใจผิดในเรื่องนิยามของคำว่า ความสุข เพราะความสุขที่แท้จริงต้องมีคำว่า ความดี ครอบคลุมอยู่ด้วย คือ ดีและมีความสุข ไม่ใช่ เลวและมีความสุข หรือ ดีแต่อมทุกข์



09 ก.ย. 2553, 13:37 น.
P240: ผู้มีบุญน้อย,

การฉลองพระอุโบสถ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม ได้กระทำผ่านไปแล้วหรือยัง

19 ส.ค. 2553, 12:55 น.
P239: God,

http://tidapipunno.igetweb.com/index.php?mo=3&art=277868

ลิ้งนี้นะครับมีข้อมูลเกี่ยวกับพุทธทำนายเกี่ยวกับภัยพิบัติของโลกไว้ด้วยอ่านแล้วอย่าลืมแนะนำไห้ผู้อื่นอ่านต่อด้วยนะครับ

10 ส.ค. 2553, 20:21 น.
P238: ,



11 ก.ค. 2553, 18:16 น.
P237: ,



04 มิ.ย. 2553, 12:33 น.
P236: Dr. Singharajpandit s.p.1981@hotmail.com,

เรื่องนาคราชชื่อเอรกปัตต์

พระศาสดา ทรงอาศัยพระนครพาราณสี ประทับอยู่ที่โคนไม้ซึก 7 ต้น ทรงปรารภพระยานาคชื่อเอรกปัตต์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ เป็นต้น
ในกาลครั้งหนึ่ง มีพระยานาคราชนามว่า เอรกปัตต์ ในอดีตชาติ ในศาสนาของพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า พระยานาคนั้นเป็นภิกษุหนุ่ม ขึ้นเรือไปในแม่น้ำคงคา เอามือยึดตะไคร้น้ำกอหนึ่ง เมื่อเรือแล่นไปโดยเร็วก็ไม่ปล่อย ใบตระไคร้น้ำขาด ภิกษุนั้นไม่แสดงอาบัติ ด้วยคิดเสียว่าเป็นโทษเพียงเล็กน้อย เมื่อจุติจากชาตินั้นแล้ว บังเกิดเป็นพระยานาค มีร่างกายเท่าเรือขุด เมื่อมาเกิดเป็นพระยานาคแล้ว ก็ได้รอคอยการอุบัติขึ้นของพระพระพุทธเจ้า พระยานาคเอรกปัตต์มีธิดารูปโฉมงดงามมากอยู่นางหนึ่ง จึงได้ใช้นางเป็นเครื่องมือในการค้นหาพระพุทธเจ้า โดยพระยานาคได้ป่าวประกาศว่า ผู้ใดก็ตามสามารถตอบคำถามธิดาของตนได้ ผู้นั้นก็จะได้ธิดาของตนเป็นภรรยา ในทุกเดือนๆละสองครั้ง พระยานาคจะให้ธิดายืนบนพังพานของตนในวันอุโบสถทุกกึ่งเดือน ร้องขับขานเพลงซึ่งมีเนื้อความตอนหนึ่งว่า “ผู้เป็นใหญ่อย่างไรเล่า ชื่อว่าพระราชา อย่างไรเล่า พระราชาชื่อว่ามีธุลีบนพระเศียร อย่างไรเล่า ชื่อว่าปราศจากธุลี อย่างไรเล่า ท่านจึงเรียกว่า คนพาล.” มีชายหนุ่มหลายคนเข้ามาตอบคำถามโดยหวังจะได้ธิดาพระยานาคเป็นภรรยา แต่ก็ไม่มีชายหนุ่มผู้ใดสามารถตอบถูก

วันหนึ่ง ในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นชายหนุ่มชื่อว่าอุตตระ เข้ามาอยู่ในข่ายคือพระญาณของพระองค์ ทรงตรวจสอบแล้วทราบว่า อุตตรมาณพจักได้บรรลุโสดาปัตติผล ซึ่งโยงใยไปถึงปัญหาที่ธิดาของพระยานาคราชเอรกปัตต์ถาม ในช่วงนั้น อุตตรมาณพอยู่ในระหว่างเดินทางจะไปตอบคำถามของธิดาพระยานาค
พระศาสดาจึงได้ทรงสอนเนื้อเพลงลำนำที่จะนำไปขับขานตอบคำถามของธิดาพระยานาคให้ ซึ่งมีเนื้อเพลงตอบโต้ตอนหนึ่งว่า “ ผู้เป็นใหญ่ในทวารหก ชื่อว่าเป็นพระราชา พระราชาผู้กำหนัดอยู่ ชื่อว่ามีธุลีบนพระเศียร ผู้ไม่กำหนัดอยู่ ชื่อว่าปราศจากธุลี ผู้กำหนัดอยู่ ท่านเรียกว่า คนพาล”

พระศาสดาก็ยังได้ทรงสอนบทเพลงอื่นๆที่จะใช้ขับขานตอบโต้กับเพลงของธิดาพระยานาคราชอีกหลายบท
ขณะที่อุตตรมาณพเรียนเพลงขับขานตอบโต้เพลงของธิดาของพระยาเนาคอยู่นั้น ก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล
แม้ว่าจะบรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว แต่อุตตรมาณพก็ยังต้องการเดินทางไปตอบคำถามของธิดาพระยานาคเหมือนเดิม

เมื่อธิดาพระยานาคร้องขับขานเพลงดังขึ้น อุตตรมาณพก็ได้ร้องขับขานโต้ตอบด้วยบทเพลงแต่ละท่อนที่เล่าเรียนมาจากพระศาสดาดังนี้

1. คำถาม : ผู้เป็นใหญ่ อย่างไรเล่า ชื่อว่าเป็นพระราชา
คำตอบ : ผู้เป็นใหญ่ในทวาร 6 ชื่อว่าเป็นพระราชา
2. คำถาม : อย่างไรเล่า พระราชาชื่อว่ามีธุลีบนพระเศียร
คำตอบ : พระราชาผู้กำหนัดอยู่ ชื่อว่ามีธุลีบนพระเศียร
3.คำถาม : อย่างไรเล่า ชื่อว่าปราศจากธุลี
คำตอบ : ผู้ไม่กำหนัดอยู่ชื่อว่า ปราศจากธุลี
4. คำถาม : อย่างไรเล่า ท่านจึงเรียกว่า คนพาล
คำตอบ : ผู้กำหนัดอยู่ ท่านเรียกว่า คนพาล
5. คำถาม : คนพาลอันอะไรเอ่ย ย่อมพัดไป
คำตอบ : คนพาลอันห้วงน้ำ(คือกามโอฆะเป็นต้น) ย่อมพัดไป
6.คำถาม : บัณฑิตย่อมบรรเทาอย่างไร
คำตอบ : บัณฑิตย่อมบรรเทา(โอฆะนั้น) เสียด้วยความเพียร
7.คำถาม : อย่างไร จึงเป็นผู้มีความเกษมจากโยคะ
คำตอบ : บัณฑิตผู้ไม่ประกอบด้วยโยคะทั้งปวง ท่านเรียกว่า ผู้มีเกษมจากโยคะ

เมื่อพระยานาคเอรกปัตต์ ได้ฟังคำตอบเช่นนั้น ก็ทราบว่าพระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นในโลกแล้ว จึงได้ไปขอให้อุตตรมาณพพาตนไปเฝ้าพระศาสดา และเมื่อได้เข้าเฝ้าแล้วได้กราบทูลพระศาสดา ถึงครั้งที่ตนเป็นพระภิกษุในพระศาสนาของพระกัสสปะพุทธเจ้า ดึงใบตะไคร้ขาด ไม่ยอมแสดงอาบัติ ทำให้ต้องมาเกิดเป็นพระยานาค และตั้งตารอคอยการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า พระศาสดา ทรงสดับถ้อยคำของนาคราชนั้นแล้วจึงตรัสว่า “มหาบพิตร ชื่อว่าความเป็นมนุษย์ หาได้ยากนัก การฟังพระสัทธรรม ก็หาได้ยาก การอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า ก็หาได้ยากเหมือนกัน เพราะว่าทั้ง 3 อย่างนี้ บุคคลย่อมได้ลำบากยากเย็น”

จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า

กิจฺเฉน มนุสฺสปฺปฏิลาโภ
กิจฉํ มจฺจานชีวิตํ
กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ
กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท ฯ
(แปลว่า

ความได้อัตภาพเป็นมนุษย์ เป็นการยาก
ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย เป็นอยู่ยาก
การฟังพระสัทธรรม เป็นของยาก
การที่อุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
เป็นการยาก.

เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง เหล่าสัตว์ 8 หมื่น 4 พัน ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว.

ฝ่ายนาคราชน่าจะได้โสดปัตติผลในวันนั้น แต่ก็ไม่ได้เพราะเป็นสัตว์ดิรัจฉาน.


06 เม.ย. 2553, 23:16 น.
P235: สิงหราชบัณฑิต s.p.1981@hotmail.com,

ธรรมใดใดก็ไร้ค่า ถ้าไม่ทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ

06 เม.ย. 2553, 23:13 น.
P234: ศรีอารย์,

อริยสัจ ๔ (ความจริงอันประเสริฐ)
๑. ทุกข์ ...ทุกข์ คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจต่าง ๆ เพราะเป็นของทนได้ยาก
๒. ทุกขสมุทัย ...สมุทัย คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ได้แก่ตัณหาความทะยานอยาก
๓. ทุกขนิโรธ ..นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับตัณหาได้หมดสิ้น
๔. ทุกขนิโรธคามินีปฎิปทา ... มรรค คือ ข้อปฎิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่มรรค์มีองค์ ๘

ความทะยานอยาก หมกมุ่นในกามคุณ ๑
การปฏิบัติเพื่อทรมาณหรือเบียดเบียนตัวเอง และผู้อื่นให้เดือนร้อน ๑
...การกระทำทั้งสองอย่างนี้ ...มิใช่หนทางแห่งการพ้นทุกข์

“บุคคลผู้มีสติ ยังไม่พ้นเวร การควบคุมสติเพื่อให้เกิดปัญญารู้ชัดตามสภาวะ
ธรรมที่แท้จริง จึงได้ชื่อว่า ผู้พ้นบ่วงแห่งมาร”

“ม้าพันธุ์ดี..โดนแส้เพียงแค่ครั้งเดียว ย่อมวิ่งแล่นไปถึงเส้นชัย
บุคคลผู้รู้การเกิดนี่เป็นทุกข์เพียงแค่ครั้งเดียว ย่อมเข้าถึง..นิพพาน”

โลกุตระธรรม ทั้ง ๙
นิพพาน นั้นคืออะไร
ผู้ใดกล่าวว่านิพพานนั้นมีอยู่ ผู้นั้นย่อมไปได้ไม่ถึงนิพพาน
แต่หากผู้ใดกล่าวว่านิพพานนั้นไม่มีอยู่ ก็จะหาหนทางเข้าสู่นิพพานไม่ได้
นิพพานนั้นไม่มี เราสมมุติชื่อมันว่า นิพพาน

นิพพาน นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
ธรรมทาน อามิสทาน อภัยทาน
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ
พรหมโลก เทวโลก มนุษย์ อบายภูมิ
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ คือ ร่างกายเรา
อากาศธาตุ คือ อากาศรอบตัวเรา
วิญญาณธาตุ คือ ธาตุรู้
ธรรมทาน นั้นมีอานิสงส์สูงสุด เวลาตัวเราแสดงธรรม (ตัวเรา หมายถึง ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ)
ธาตุที่ออกจากกายเรานั้นคือ ธาตุลม เมื่อธาตุลม ออกมาจากร่าง ก็สลายตัวออกไปกับอากาศธาตุ ธรรมนั้นก็กลายเป็นอนัตตา นั้นหมายความว่า สภาวะโลกกับสภาวธรรมนั้นย่อมไปในทางเดียวกัน ท้าวเวชสุวรรณมีสมุดบันทึกบัญชีอยู่เล่มหนึ่ง ด้านหนึ่งบันทึกความดี อีกด้านหนึ่งบันทึกความชั่วของคนๆ หนึ่งไว้ เมื่อธรรมกลายเป็นอนัตตา หรือสลายตัวไปในบรรยากาศโลก วิญญาณที่เป็นตัวรู้ก็ไม่สามารถส่งสัญญาณไปยังสมุดบันทึกบัญชีของท้าวเวชสุวรรณได้ เมื่อตัวเราตายไป ก็สลายตัวกลับสู่สภาวะโลก (คือการสลายตัว ของธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ) เมื่อวิญญาณไม่มีธาตุตัวรู้ที่จะไปเกิดยังภพภูมิต่างๆ วิญญาณนั้นก็ดับลง เมื่อวิญญาณดับลง จิตก็ดับตาม นี่คือวิธีการที่พระพุทธเจ้าใช้ในการเข้าสู่นิพพาน คือ การใช้จิตที่บริสุทธิ์และวิธีการสั่งสอนคนเพื่อให้เป็นคนดีนั่นเอง เป็นการส่งต่อระหว่างขันธ์ต่อขันธ์ เพราะสุดท้ายทุกคนย่อมตายเหมือนกัน
นี่คือวิธีการที่ลบรูปลบนาม ดับสนิทไม่มีส่วนเหลืออย่างแท้จริง
สุดท้ายก็กลายเป็นการหลับสนิท ไม่ตื่นขึ้นมาพบกับความทุกข์อีก


เปรียบเหมือนเวลาที่เราอยู่เฉยๆ โดยไม่ได้ทำอะไร เมื่อเราไม่ทำความดี ภูมิที่ดีก็ไม่มีให้เราไปเกิด (หมายถึง ภูมิของชั้นเทวดาและชั้นพรหม) หากเราไม่ทำความชั่ว ก็ไม่ตกไปยังอบายภูมิ แต่จะทำอย่างไรเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ พระพุทธเจ้าก็เลยให้เราอยู่โดยการเดินทางตามมรรคมีองค์ ๘ ก็คือทางแห่งการพ้นทุกข์
๑. ความเห็นถูกต้องที่จะเดินตามอริยสัจ ๔ (มรรคมีองค์ ๘)
๒. ความดำริชอบ
* ในการออกจากกาม
* ในการไม่มุ่งร้าย
* ในการไม่เบียดเบียน
๓.การพูดจาชอบ
* ไม่พูดเท็จ
* ไม่พูดคำหยาบ
* ไม่พูดส่อเสียด
* ไม่พูดเพ้อเจ้อ
๔. การทำการงานชอบ
* เว้นจากการฆ่าสัตว์
* เว้นจากการลักทรัพย์
* เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
๕. การเลี้ยงชีวิตชอบ
* ความซื่อสัตย์สุจริต
๖. ความพากเพียรชอบ
* ความเพียรที่จะเผากิเลส
๗. ความระลึกชอบ
* ความรู้ที่มีสิ่งกระทบ แล้วถอนความพอใจและไม่พอใจออกเสีย
๘. ความตั้งใจมั่นชอบ
* นั่นคือ สมาธิ

ในอริยมรรค ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ นั้นทำความเข้าใจง่าย (ก็คือศีลมาตรฐาน หรือ ศีล ๕ และสติปัฎฐาน ๔ ) ส่วน อริยมรรค ๖ ๗ และ ๘ ที่จะอธิบายต่อไปนี้ ก็คือ มหาสติปัฏฐานสูตร นั่นเอง

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจ ระหว่างสติปัฏฐาน ๔ กับมหาสติปัฏฐานสูตรก่อน ว่ามันต่างกันอย่างไร
สติปัฏฐาน ๔ คือ การรู้ว่าตัวเรารู้สึกอย่างไร
มหาสติปัฏฐานสูตร คือ สิ่งใดที่เข้ามากระทบกับตัวเราแล้วทำให้เรารู้สึกสุขหรือทุกข์


สติปัฎฐาน ๔
กาย สุข หรือ ทุกข์ อุเบกขา
เวทนา สุข หรือ ทุกข์ อุเบกขา
จิต กุศลหรืออกุศล อุเบกขา
ธรรม กุศลหรืออกุศล อุเบกขา

มหาสติปัฎฐานสูตร
กายในกาย
เวทนาในเวทนา
จิตในจิต
ธรรมในธรรม
เป็นการจับคู่ของอายตนะภายนอกซึ่งส่งต่อมายังอายตนะภายใน (อาการ 12) ซึ่งทำให้เราเห็นจิตที่เป็นกุศลและอกุศลอย่างชัดเจน
อายตนะ ๑๒ คือ
ตา สิ่งที่มากระทบคือ รูป
หู สิ่งที่มากระทบคือ เสียง
จมูก สิ่งที่มากระทบคือ กลิ่น
ลิ้น สิ่งที่มากระทบคือ รส
กาย สิ่งที่มากระทบคือ สัมผัส
ใจ สิ่งที่มากระทบคือ อารมณ์
มหาสติปัฏฐาน ๔ จะเปรียบเทียบถึงอาหารจานหนึ่งให้ฟัง

รูปไม่สวยแต่อาหารอร่อย รูปสวยแต่อาหารไม่อร่อย
รูปไม่สวยอาหารก็ไม่อร่อย รูปสวยอาหารก็อร่อย

จะเปรียบเทียบ ในสูตรของรูปไม่สวยแต่อาหารอร่อยให้พิจารณา
เมื่อเราเข้าไปร้านอาหารร้านหนึ่ง เมื่ออาหารมาอยู่ตรงหน้า กับมองเห็นรูปที่ไม่สวย (หมายถึงทำไม่น่ากิน) เกิดสัมผัสแรกคือทางตา ทำให้จิตเราคิดไปว่า ทำไม่น่ากินคงจะไม่อร่อย แต่เมื่อเราลองกินเข้าไปแล้ว อาหารกับอร่อย ซึ่งไม่เหมือนกับความรู้สึกแรก นั่นคือการที่เราไปปรุงแต่งรูป ทำให้เกิดทุกข์ แต่เมื่อเรากินข้าวไปแล้ว ลิ้นเมื่อลองรสแล้วรู้สึกอร่อย ก็เปลี่ยนเป็นความรู้สึกทางด้านความสุข เพราะฉะนั้นเราจะเห็นการพิจารณากายในกาย ก็คือ ตาทำหน้าที่ปรุงแต่งด้านทุกข์ ส่วนลิ้นทำหน้าที่รับความสุข สุขและทุกข์นั้นแหละ คือเวทนาในเวทนา จิตสองตัวก็จะทำหน้าที่สลับกัน คือสุข ก็คือกุศล และทุกข์ ก็คืออกุศล จิตที่เป็นกุศลและอกุศลนั้นแหละก็คือ ธรรมในธรรมและนี่คือ มรรค ๗ (ความระลึกชอบ) ก็คือ ฝ่ายหนึ่งคือความพอใจ อีกฝ่ายหนึ่ง คือความไม่พอใจ เราจึงถอนความพอใจ และความไม่พอใจออกพร้อมกันในคราวเดียว ชี้ให้เห็นว่าการที่เราเอาจิตไปสัมผัสอะไรสักอย่าง มันจะต้องมีทั้งสุขและทุกข์ คือเราจะรู้สึกทุกข์และเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ (ซึ่งเราเป็นผู้ปรุงแต่งมันทั้งสิ้น)
* แต่เมื่อเรา เจอทั้งรูปสวยและอาหารอร่อย ก็คือ เป็นกุศลทั้งสองฝั่ง เราควรพอกพูนอาการนั้นไว้ เพราะสิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นยากในโลกใบนี้
* แต่เมื่อเรา เจอรูปไม่สวยแต่อาหารอร่อย ก็คือ ฝึกให้เราไม่ปรุงแต่งทางตา เพราะเอตักตา หรือตัวรู้นั้นมีให้รู้ว่า เนื้อแท้ของสิ่งๆ นั้นคืออะไร คือคุณค่าที่แท้จริงของอาหาร คือ ความอร่อยและประโยชน์ที่ได้รับ
* แต่เมื่อเรา เจอรูปสวยแต่อาหารไม่อร่อย (โดยจิตปกติของมนุษย์จะคิดว่า เมื่อรูปสวยอาหารต้องอร่อยแน่ นั่นแหล่ะ ! ที่เราเรียกว่าการยึดมั่นถือมั่นในรูป) แต่เพียงแค่เราเข้าไปลองชิมครั้งเดียว เราก็ไม่อยากเข้าอีก (แต่ก็ยังคงมีคนหลงในรูปเข้าไปกิน แต่ไม่นานร้านนี้ก็จะถูกปิด)
* แต่เมื่อเรา เจอทั้งรูปไม่สวยและอาหารไม่อร่อย ร้านนั้นจะถูกปิดในไม่ช้า นั้นหมายถึง เป็นอกุศลทั้งรูปและนามและนี่คือ มรรค ๖ (ความเพียรชอบ) ที่จะละอกุศลธรรมที่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น และประคองกุศลธรรมที่เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นหลักพุทธศาสนาที่ถูกก็คือ ให้เราอยู่กับสิ่งดี แล้วหลีกเลี่ยงในสิ่งที่ไม่ดี ดั่งปรากฏในมงคล ๓๘ ว่า
การไม่คบคนพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ บูชาคนที่ควรบูชา ๑
อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ๑ ทำความดีไว้ให้พร้อม ๑ ตั้งตนไว้ในที่ชอบ ๑
เล่าเรียนศึกษามาก ๑ มีความชำนาญในวิชาชีพของตน ๑ มีระเบียบวินัย ๑ รู้จักใช้วาจาให้ได้ผลดี ๑
บำรุงบิดามารดา ๑ สงเคราะห์บุตร ๑ สงเคราะห์ภรรยา ๑ ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ๑
บริจาคสงเคราะห์และบำเพ็ญประโยชน์ ๑ ดำรงอยู่ในศีลธรรม ๑ สงเคราะห์ญาติ ๑ อาชีพสุจริต
กิจกรรมที่มีประโยชน์ ๑
เว้นจากความชั่ว ๑ เว้นจากสิ่งเสพติด ๑ ไม่ประมาทในธรรม ๑ รู้จักคุณค่าบุคคลและสิ่งของ ๑ ความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน ๑ ความสันโดษพึงพอใจในผลสำเร็จและปัจจัยที่หามาได้ด้วยความพยายามของตนเองโดยชอบธรรม ๑ มีความกตัญญู ๑ หาโอกาสฟังธรรมแสวงหาหลักความจริง ๑
มีความอดทน ๑ เป็นผู้ว่านอนสอนง่ายฟังเหตุผล ๑ พบเห็นสมณะเข้าเยี่ยมเยียน ๑ สนทนาธรรมตามกาลเวลา ๑
รู้จักควบคุมตนเอง ๑ ประพฤติพรหมจรรย์ ๑ รู้แจ้งอริยสัจสี่ ๑ ทำพระนิพพานให้แจ้ง ๑
ถูกโลกธรรมจิตไม่หวั่นไหว ๑ จิตไร้เศร้า ๑ จิตปราศจากธุลี ๑ จิตเกษม ๑
นี่เป็นมงคลอันอุดม เทวมนุษย์ทั้งหลายกระทำมงคลเช่นนี้แล้วย่อมเป็นผู้ไม่ปราชัยในทุกสถาน ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทั้งปวง นี้คืออุดมมงคลของเทวมนุษย์เหล่านั้น
เหมือนกับการที่ท่านให้เราเพ่งน้ำ เพื่อให้เกิดสมาธิ แต่หลายคนเพ่งก็อยากมีอิทธิฤทธิ์ แต่แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้าให้เราฝึกสมาธิ ซึ่งเป็นสมถกรรมฐาน ซึ่งจะยกตัวเองขึ้นสู่วิปัสสนากรรมฐานต่อไป คือเมื่อเรามองดูน้ำแล้ว ก็ให้เรารู้ว่าประโยชน์ของน้ำนั้นใช้ดื่มกิน พระพุทธองค์ไม่ให้เราเอาเศษขยะและถ่ายอุจจาระปัสสาวะลงในแม่น้ำลำคลอง เพราะจะทำให้น้ำสกปรก พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้เราใช้เครื่องกรองน้ำ เพื่อกรองเอาสิ่งสกปรกออกจากน้ำให้เราดื่มกิน นั่นหมายถึงท่านให้เรานำสิ่งที่ดีเข้าตัว แล้วกรองนำสิ่งที่ชั่วออกไป พระพุทธองค์ไม่เอาสิ่งที่เป็นกุศลและอกุศลให้ปนเปื้อนกัน และการแยกแยะเหล่านี้แหล่ะคือที่มาของศีล
เพราะแท้จริงแล้ว การรักษาศีลหรือพรหมจรรย์ คือความปกติที่ดีของชีวิต โดยมีหิริโอตตัปปะ (ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป) เป็นตัวสติ (ความระลึกรู้) เพื่อไม่ให้เราละเมิดศีล ซึ่งเปรียบเหมือนรั้วกั้นไม่ให้เราไม่ตกไปในที่ชั่ว (อบายภูมิ)

“ศีล เป็นเยี่ยมที่สุดในโลก”
อย่าได้เชื่อถือ ตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา ๑
อย่าได้เชื่อถือ ตามถ้อยคำสืบ ๆ กันมา ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยตื่นข่าวว่าได้ยินอย่างนี้ ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยอ้างตำรา ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยเดาเอาเอง ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยคาดคะเน ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยความตรึกตามอาการ ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยชอบใจว่าต้องกับทิฐิของตัว ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยความนับถือว่าสมณะนี้คือครูของเรา ๑
เมื่อใด พึงรู้ด้วยตนเองว่าธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษเป็นต้นแล้วจึงควรละหรือเข้าถึงธรรมนั้น

ต่อไปเราจะใช้อริยมรรค ๖ และ ๗ ทำให้เกิดอริยมรรค ๘ นั่นคือฌานทั้ง ๔ และวิปัสสนาญาณทั้ง ๑๖ กรรมฐาน
ฌาน ๑ ปฐมฌาน วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข
ฌาน ๒ ทุติยฌาน ปิติ สุข
ฌาน ๓ ตติยฌาน วางเฉย สติ ปกติ แสวงสุขด้วย นามกาย (ความสุขใจ)
ฌาน ๔ จตุตถฌาน เพราะละสุข ละทุกข์เสียได้
เพราะรู้ว่าธรรมชาติเป็นอย่างนั้น
ประโยชน์ของมันคือสิ่งๆ นั้น
กุศลธรรมในตัวมันคือสิ่งนั้น

๑.รู้จำแนกรูปและนาม
๒. รู้เหตุปัจจัยของรูปนาม
๓. พิจารณารูปนามโดยความเป็นไตรลักษณ์
๔. ตามเห็นความเกิดดับของสังขาร
๕. ตามเห็นความดับหลายของสังขาร
๖. เห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว
๗. เห็นสังขารทั้งปวงว่าเป็นทุกข์
๘. เกิดความเบื่อหน่ายคลายความกำหนัด
๙. ปรารถนาจะพ้นไปเสียจากสังขาร เหล่านั้น ๑๐. พิจารณามองหาอุบายออกจากทุกข์
(การมองโลกในแง่ดี) ๑๑. พิจารณาความวางเฉยโดยความเป็นกลาง ๑๒. หยั่งรู้ความวางเฉยความเป็นไตรลักษณ์
๑๓.ข้ามพ้นจากภาวะปุถุชนเข้าสู่อริยะบุคคล
๑๔.ความหยั่งรู้ความสำเร็จของบุคคลในแต่ละขั้น ๑๕. ความหยั่งรู่ที่เป็นผลสำเร็จของพระอริยะบุคคลในขั้นนั้น
๑๖. พิจารณาทบทวนกิเลสที่ละได้และกิเลส ที่เหลือ
ย้อนกลับไปในเรื่องการพิจารณาในเรื่องของอาหาร เราจะเห็นสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจน ทั้งการปรุงแต่งทั้งรูปและนาม นั่นก็คือการจำแนกรูปและนามอย่างชัดเจน หรือฌาน ๑ ก็คือ วิตก วิจารณ์ การปรุงแต่งทางตา และการปรุงแต่งทางลิ้น การบรรลุธรรมนั้น ไวยิ่งกว่าแมลงกระพือปลีก เมื่อเราใช้การนำเอากุศลมาซ้อนทับอกุศลไม่ให้เกิด ก็คือให้พิจารณา ถึงแม้รูปจะไม่สวย แต่อาหารก็อร่อย นั้นคือตัวรู้ของประโยชน์ในสิ่งนั้นอย่างแท้จริง จะไม่สนใจในรูปเพราะเราเข้าใจธรรมชาติของมัน แล้วก็ละตัวรู้นั้น (เหมือนเมื่อเรากินอาหารเข้าไปแล้ว ในคำแรก รู้ว่ารสชาติมันอร่อย คำต่อไปก็ไม่ต้องพิจารณาอีก) ดั่งที่กล่าวมาข้างต้น ฌาน ๑ ถึง ๔ จะทำงานโดยอัตโนมัติ พร้อมกับวิปัสสนาฌานตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๖ ก็จะทำงานโดยอัตโนมัติ เช่นกันกล่าวง่ายๆ ก็คือว่า การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ
ก็คือการมองโลกในแง่ดี อริยะอยู่ที่ใจ (มิใช่ที่ผ้า มันเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น)
การไม่ทำบาปทั้งปวง ก็คือ การเป็นคนดี
การทำกุศลให้ถึงพร้อม ก็คือ เป็นตัวอย่างที่ดี และสอนคนเป็นคนดี การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ ก็คือ การมองโลกในแง่ดี
ธรรม ๓ อย่างนี้ คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ขันติคือความอดกลั้น, เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง,
ผู้รู้ทั้งหลาย, กล่าวพระนิพพานว่าเป็นธรรมอย่างยิ่ง,
ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย,
ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย,
การไม่พูดร้าย, การไม่ทำร้าย,
การสำรวมในปาติโมกข์,
ความเป็นผู้รู้ประมาณ ในการบริโภค,
การนอน การนั่ง ในที่อันสงัด,
ความหมั่นประกอบ ในการทำจิตให้ยิ่ง,
ธรรม ๖ อย่างนี้, เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย,
นั่นคือโลกุตรธรรม ๘
ส่วนโลกุตรธรรม ๙ ก็คือ การที่เราเจอสิ่งที่ดีเป็นเรื่องปกติ และไม่ทำชั่วเป็นเรื่องปกติ ให้สิ่งที่ดีเป็นสิ่งปกติในชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นสิ่งหนึ่งในชีวิตของเรา จนเกิดความเบื่อหน่าย เพราะรู้แจ้งแล้วว่ามีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีซ่อนอยู่ในตัวมัน ก็จะเกิดความเบื่อหน่าย คลายความกำหนัด จงทำความดีแต่พอดี ก็จะไม่ยึดติดผลของความดี อย่าทำจนกลายเป็นแข่งดี เสร็จแล้ว ก็มาทะเลาะกันว่าเราดีกว่า กลายเป็นพูดส่อเสียด ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันอีก การที่ทำคนดีให้แตกแยกกันนั้น ถือว่าเป็นกรรมหนัก ตามหลักพุทธศาสนา ห้ามสวรรค์และนิพพาน จะเห็นได้ว่า แม้ความดีที่มนุษย์พากเพียรทำ ก็ยังเป็นกิเลสตัวสำคัญของมนุษย์
คิดดี พูดดี ทำดี มองโลกในแง่ดี ที่สำคัญทำแต่พอดี นั่นแหล่ะที่เราเรียกกันว่า ทางสายกลาง
โสดาบัน นั้นหมายถึง คนทำผิดและยอมรับผิด (ย่อมปิดอบายภูมิ)
สกิทาคามี นั่นหมายถึง เริ่มเลิกทำผิด แต่ยังพลาดไปบ้างเพราะยังขาดสมาธิในการควบคุมสติ
อนาคามี นั่นหมายถึง คนที่ดีแล้วแต่สอนคนอื่นไม่ได้ เทียบกับสมาธิค่อนข้างดี แต่ยังขาดปัญญา ในการนำพาผู้อื่น
อรหันต์ นั่นหมายถึง คนดีที่สอนคนอื่นได้ เทียบกับสมาธิที่ดีเยี่ยม ประกอบกับปัญญา นำพาคนหลุดพ้นข้ามอวิชชาไปได้

เมื่อคนที่ทำผิดแล้วยอมรับผิด ไม่นานเขาก็มีความละอายและความสำนึก สิ่งๆ นี้ เขาจึงต้องรู้จักควบคุมตัวเองและมีสมาธิที่ดีขึ้น และสุดท้ายเขาก็จะกลายเป็นอรหันต์ได้ในไม่ช้า

บุคคลละธรรม ๑๐ อย่างได้ควรเป็นอรหันต์
ความกำหนัดยินดี ๑ ความคิดประทุษร้าย ๑
ความหลง ๑ ความโกรธ ๑
ความผูกโกรธ ๑ ความลบหลู่บุญคุณท่าน ๑
ความตีเสมอ ๑ ความริษยา ๑
ความตระหนี่ ๑ ความถือตัว ๑


“ผมหงอก พรรษามาก ไม่ได้ทำให้เป็นพระเถระเพราะเพียงอายุมากอาจเรียกได้ว่า คนแก่เปล่า ผู้ใดมีสัจจะ มีคุณธรรม อันมลทินครอบงำมิได้ จึงเป็น พระเถระ”



“ความดีเป็นเรื่องง่ายของ บัณฑิต แต่เป็นเรื่องยากของ คนพาล
คนพาลรู้ตัวว่าเป็นคนพาล ย่อมกลายเป็นบัณฑิตได้ เพราะเหตุนั้น
แต่ คนพาลที่คิดว่าตัวเองเป็นบัณฑิต เป็นคนโง่ โดยแท้ เพราะเหตุนั้น”


บรรดาทางทั้งหลาย...
มรรคมีองค์แปด ประเสริฐที่สุด
บรรดาบททั้งหลาย...
บทที่สี่ คืออริยสัจ ประเสริฐที่สุด
บรรดาธรรมทั้งหลาย…..
วิราคะ คือ การปราศจากความกำหนัดยินดี ประเสริฐที่สุด
บรรดาสัตว์สองเท้า…..
พระตถาคตเจ้าผู้มีจักษุ ประเสริฐที่สุด
มรรคมีองค์แปดนี่แลเป็นไปเพื่อทรรศนะอันบริสุทธิ์หาใช่ทางอื่นไม่
เธอทั้งหลายจงเดินไปตามมรรคมีองค์แปดนี้
อันเป็นทางที่ทำมารให้หลง ติดตามมิได้
เธอทั้งหลายจงตั้งใจปฎิบัติ เพื่อทำทุกข์ให้สิ้นไป


“การให้ทานนั้นถือเป็นสิ่งที่ประเสริฐ แม้..บัณฑิต เทวดา พรหม พึงสรรเสริญบุคคลผู้ให้ทาน แต่มีสิ่งที่ประเสริฐกว่า นั้นคือ พระนิพพาน เพราะเป็นบรมธรรมอันสูงสุด การแสดงธรรมมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้บรรลุไปถึงจุดหมาย คือ นิพพาน ซึ่งเป็นไปเพื่อหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง”

“ ทำความดีอย่ายึดติด ผลของความดี ภูมิที่ดีก็ไม่มีให้ไปเกิด หมายถึง (ชั้นเทวดาและชั้นพรหม) ไม่ทำความชั่วก็ไม่ตกลงสู่อบายภูมิ หนทางนี้แล....ดับขันธ์นิพพาน”

ศรีอารย์......


17 มี.ค. 2553, 23:30 น.
P233: ทีมงานอนันตกาล 18,

บูชาหลวงปู่เด้อครับ

26 ก.พ. 2553, 19:53 น.
P232: ,

เนื่องด้วยทางวัดป่าขุนเขาพินิจ บ้านหนองไม้งาม 2 ตำบลหนองไม้งาม อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นวัดที่อยู่เชิงเขา ค่อนข้างกันดาร ไม่มีไฟฟ้าใช้ ห่างจากหมู่บ้าน ประมาณ 7- 8 กิโลเมตร กำลังดำเนินการสร้างศาลาโรงครัวขึ้น 1 หลัง ขนาดพื้นที่กว้าง 15 เมตร ยาว 20 เมตร เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจต่างๆ ของทางวัด สำหรับพุทธศาสนิกชน อุบาสก และอุบาสิกา ทั้งนี้เพื่อประกอบจังหันสำหรับพระ หรือญาติโยม ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างศาลาโรงครัวทั้งสิ้น ประมาณ 1,000,000 บาท

แต่เนื่องจากทางวัดยังขาดจตุปัจจัยที่จะมาดำเนินการสร้างศาลาโรงครัวอยู่จำนวนมาก ซึ่งในช่วงนี้ ทางวัดจำเป็นต้องใช้งบประมาณเร่งด่วน ประมาณ 500,000 บาท จึงขอบอกบุญมายังท่านทั้งหลาย และผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคจตุปัจจัยเป็นเจ้าภาพร่วมกันสร้างศาลาโรงครัวให้กับวัดป่าขุนเขาพินิจ ขนาดกว้าง 15 เมตร ยาว 20 เมตร

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก โปรดดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว จงประสบแต่ความสุข ความเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณธนสารสมบัติ ประสงค์สิ่งใดขอให้ประสบผลสำเร็จ สมปรารถนาทุกประการเทอญ


วัดป่าขุนเขาพินิจ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและประกอบกิจในพระพุทธศาสนา แต่อยู่บริเวณเชิงเขา ค่อนข้างกันดาร ไม่มีไฟฟ้าใช้ ห่างไกลจากหมู่บ้าน ประมาณ 7- 8 กิโลเมตร



ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมทำบุญได้ที่

1. พระอาจารย์สมพร สุขวัฒโน เจ้าอาวาส วัดป่าขุนเขาพินิจ ที่เบอร์โทร 086-258-0028

หรือ

2.นางแพรวา ภักดิ์วาปี โทร 084-537-4211 (ผู้ประสานงาน)

ท่านใดมีจิตศรัทธา ประสงค์จะร่วมทำบุญ กรุณาโอนเงินเข้าบัญชี ดังนี้

ชื่อบัญชี สำนักสงฆ์ขุนเขาพินิจ
ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร
สาขา บ้านกรวด
เลขที่บัญชี 940-2-7-6551-3
บัญชีออมทรัพย์

หมายเหตุ
โอนเงินเข้าบัญชีแล้วกรุณาโทรแจ้ง กลับที่เจ้าอาวาสวัดป่าขุนเขาพินิจ
หรือผู้ประสานงาน

อานิสงส์ของการสร้างโรงครัวถวายวัด

ส่งผลให้เกิดภพชาติใดก็ไม่อดอยากหิวโหยมีของกินของใช้ไม่ขาดแคลน อยู่ที่ไหนก็มีแต่ความอุดมสมบูรณ์ พรั่งพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติมีกินมีใช้ตลอดปีตลอดชาติ ไปที่แห่งใดก็ปลอดภัย อิ่มจิต อิ่มใจ อิ่มกายมีหน้าตาผ่องใส
แก้กรรม ให้กับผู้ที่เกิดมาชาตินี้ ไม่ค่อยพอมีพอใช้ อดมื้อกินมื้อ หาเช้ากินค่ำ ทำเท่าไหร่ก็ไม่เหลือเก็บ หรือแม้แต่พวกที่ไม่ค่อยมีเวลาใส่บาตรตอนเช้า การที่เราทำโรงครัวให้กับวัดก็เหมือนกับการที่เราได้ใส่บาตรทุกวัน





11 ก.พ. 2553, 16:43 น.
P231: ...ศิษย์เหล่าเก่า...,

กราบนมัสการ หลวงปู่จาม
พระอาจารย์แจ๋ว
ท่านอาจารย์
และครูบาทุกๆรูป

เนื่องในโอกาสที่ทางวัดได้จัดงานบุญมหามงคลอายุวัฑฒนกาล ๑๐๐ ปี ขององค์หลวงปู่ ขึ้นในวันที่ ๒๖ - ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ นั้น กระผมขอร่วมอนุโมทนาบุญ ที่ได้จากการจัดงานในครั้งนี้ และขอให้งานดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ประสบความสำเร็จดังความมุ่งหมาย เป็นอีกสิ่งดีๆในพุทธศาสนา ด้วย เทอญ

11 ก.พ. 2553, 12:33 น.
P230: sky,

หนูอยากให้ทุกฯคนช้วยกันทําความดี
เพื่อโลกของเราจะได้สดใส่


06 ก.พ. 2553, 06:15 น.
P229: boyd,



04 ก.พ. 2553, 21:51 น.
P228: Inw Saii,

หนูอยากลองเข้ามามั่งอ่ะ

พอดีเคยไปวัด ที่หลวงปู่จามอยู่ แล้วรู้ศึกศรัทธาหลวงปู่จาม

อยากลองสนใจธรรม มั่ง แต่ จิตยังไม่สงบพอ




29 ม.ค. 2553, 18:15 น.
P227: ,

ชวนกันไปทําบุญกันเยอะๆ
ไปทําบุญกันดีกว่า และยังได้บุญอีด้วย

28 ม.ค. 2553, 19:17 น.
P226: ปรีชา รัตนประสิทธิ์,

สุภาษิตโบราณ

คนเห็นคนใช่คนนั่นแหละคน
คนเห็นคนไม่ใช่คนใช่คนไม่
กำเหนิดคนต้องเป็นคนทุกคนไป
จนหรือมีผู้ดีไพร่ไม่พ้นคน

ยามบุญมากาไก่กลายเป็นหงส์
ยามบุญลงหงส์เป็นกาน่าฉงน
ยามบุญมากาไก่กลายเป็นคน
ยามอับจนคนเป็นหมาน่าอัศจรรย์


10 ม.ค. 2553, 00:32 น.
P225: ปรีชา รัตนประสิทธิ์,

คติธรรมของหลวงพ่อจรัล ธิตธรรโม(วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี)
บ้านไหนสกปรก สัตว์นรกมาเกิด
บ้านไหนสะอาด นักปราชญ์มาเกิด

คนโง่เอาจิตไว้ที่ปาก
คนฉลาดเอาสติไว้ที่ใจ

10 ม.ค. 2553, 00:24 น.
P224: สุขใจ,

สุขี อัตตนัง ปริหรันตุ จงสุขกายสุขใจรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

17 พ.ย. 2552, 13:49 น.
P223: ปรีชา รัตนประสิทธิ์ email:prattanaprasit@gmail.com,

คติเตือนใจในการดำเนินชีวิตของบุคคล
โดย... สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
เศษฐกิจพอเพียง
เพียงแค่พอ
ความคิดอย่างหนึ่งที่ควรฝึกให้เกิดขึ้นประจำคือ...ความคิดที่ว่า "พอ" คิดให้รู้จักพอ ผู้รู้จักพอจะเป็นผู้ที่มีความสบายใจ ส่วนผู้ที่ไม่รู้จักพอ...จะเป็นผู้ร้อนเร่า ความไม่รู้จักพอ มีอยู่ได้แม้ในผู้มั่งมีมหาศาล และความรู้จักพอ ก็มีได้แม้ในผู้ยากจน ทั้งนี้ก็เพราะความพอเป็นเรื่องของใจ
คนรวยไม่รู้จักพอ...ก็เป็นคนจนอยู่ตลอดเวลา
คนจนรู้จักพอ...ก็เป็นคนมั่งมีอยู่ตลอดเวลา

10 เม.ย. 2552, 22:29 น.
P222: ดวง,

ถาม กรรมชนิดใดที่ต้องอยู่สภาพนี้และจะแก้ไขอย่างไรจะทำอย่างไรดี-ขึ้น
( คิดจะทำหมั้น ความเป็นอยู่กับสภาพร่างกายที่ผ่าตัดมาเยอะผ่าตัดกระเพาะอาการเหลือเพียง 1 ส่วนและลำไส้ต่อใหม่ผ่าตัดเส้นประสาทในกระเพาะ2 เส้นผ่าตัดม้ามและไส้ติ่งและต่อมซิล ทุกวันนี้ต้องเปลี่ยนแปลงหมอก่อนที่จะออกหมอกับพูดว่าแน่จริงไปรักษาที่อื่นรักษากับหมอท่านนี้มานานจึง8-9 ปี
ในการรักษาจึงต้องเปลี่ยนโรงพยาบาลกับดีขึ้น ถามว่า กรรมชนิดนี้เกิดการอะไร ทำไมหมอจึงคิดว่าการรักษาจะดีจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง ร่างกายไม่ดีอย่างนี้ จนทำงานที่ไหนๆก็ไม่รับเข้าทำงาน กับมองด้านสภาพการเงินไม่พร้อมด้วยจึงอยากรู้ว่าการทำหมั้นด้วยเหตุทั้ง 2 ด้านแลอื่นอีกมาก เป็นการผิดต่อทางศาสนาหรือไม่เพราะเราคิดว่าร่างกายไม่แช็งแรงและสภาพที่เป็นอยู่แบบนี้ผิดหรือไม่

ทุกวันนี้ทำงานบ้านตอนนี้เบื่อหน่ายเพราะชีวิตไม่ได้พัฒนาปัญญา ความรู้ที่มีอยู่ต่อสังคมทุกเดือนต้องไปหาหมอ เครียดเบื่อหน่ายกับสภาพที่เป็นอยู่เงินก็ไม่มีให้ต้องให้พ่อและแม่หนักใจ ทำอย่างไรดี
ลูกอยู่กลุ่มเด็กที่พัฒนาการช้ามาตอน ขอคำแนะนำการเจริญปัญญา สติ

05 เม.ย. 2552, 18:44 น.
P221: ปรีชา รัตนประสิทธิ์ email:prattanaprasit@gmail.com,

คติธรรมของสมเด็จพระสังฆราชญาโณทัยมหาเถระ(อยู่)
บุญเท่านั้นที่ควรเร่งทำไม่ว่าอยู่ในเวลาไหน
คนที่ยังต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ต้องขวนขวายทำบุญ
คนที่ไม่ประมาทเร่งทำบุญ

25 มี.ค. 2552, 22:31 น.
P220: รสมน,

การเข้าไปนั่งใกล้บัณฑิต สำหรับผู้ที่มีความเข้าใจย่อมไม่ไร้ประโยชน์อย่างแน่นอน

เพราะจะเป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของปัญญา จากการฟัง การศึกษาแต่ละครั้ง ความ

เข้าใจย่อมจะเจริญขึ้นไปตามลำดับ(ไม่ใช่เพียงแค่วันนี้ ปีนี้ ชาตินี้เท่านั้น แต่ต้องสะสม

ความเข้าใจต่อไปอีกเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน) และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ชีวิต

เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ความตายเป็นสิ่งที่แน่นอนสำหรับทุกชีวิต แต่ละบุคคลไม่สามารถ

ที่จะล่วงรู้ได้ว่าโอกาสในการที่จะได้เจริญกุศล โอกาสที่จะได้เข้าใจธรรมในชาตินี้ จะ

เหลืออยู่อีกเท่าใด ในแต่ละวันจึงควรที่จะเป็นโอกาสของการเจริญกุศล อบรมเจริญ

ปัญญา สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูก ไปตามลำดับ

24 มี.ค. 2552, 08:42 น.
P219: รสมน,

การฟังธรรมะ

ต้องเข้าใจว่า

ธรรมะ คือ อะไร.?


.


และ ต้องเข้าใจว่า

ศึกษา เพื่อให้เข้าใจ ทุกอย่าง

ที่เป็น "ธรรมะ ที่กำลังปรากฏ"


.


เริ่มด้วย การเข้าใจว่า

ขณะนี้ "เป็นธรรมะ"


.


แม้ในขณะที่เห็นคน เห็นโต๊ะ เห็นเก้าอี้...ฯลฯ

"ธรรมะที่ปรากฏทางตา" คือ "สิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาท"


ถูก หรือ ผิด...?

ค่อยๆ สะสมความเห็นถูก ทีละเล็ก ทีละน้อย

จนละคลาย (ความเห็นผิด) ได้

เมื่อมีความมั่นคง ว่า เป็นสิ่งที่ "เพียงปรากฏ".


เพราะฉะนั้น

จะรู้ "ลักษณะของสติ" ได้

ในขณะที่กำลัง "เริ่มมีความเข้าใจในลักษณะที่ปรากฏ"

อย่างถูกต้อง.

จนกระทั่ง สามารถที่จะรู้ว่า ขณะนั้น ไม่ติดข้อง

เพราะว่า มีสภาพธรรมอื่นปรากฏ แล้วสามารถรู้ว่า

สภาพธรรมอื่นๆ ที่ปรากฏนั้นๆ

ต่างกับ สิ่งที่ปรากฏทางตา.


.


ในขณะนี้

ไม่ได้มีแต่เฉพาะสิ่งที่ปรากฏทางตา

ใช่ไหมคะ.?

คิดนึก ก็มี แต่ไม่เคยรู้.

(ปรากฏ) เสมือนว่า สิ่งที่ปรากฏทางตา

กำลังปรากฏอยู่ตลอด.!


.


แต่ถ้าสามารถละความไม่รู้

ด้วยความรู้ และ ความเข้าใจ ที่เพิ่มขึ้น ๆ

ว่า สิ่งที่ปรากฏทางตา เพียงปรากฏให้เห็น เท่านั้น

แล้วก็ มีสิ่งอื่น ปรากฏต่อ.



"สติ"


ก็จะเริ่มเข้าใจ ในสภาพธรรม อื่นๆ

ที่ต่างจาก "สิ่งที่ปรากฏทางตา"


.


"สติ"


ก็จะค่อยๆ เข้าใจใน "ลักษณะ"

ของสภาพธรรม ทีละลักษณะ ๆ

จนกว่า ความเข้าใจจะเพิ่มขึ้น ๆ

ว่า เป็นธรรมะ แต่ละลักษณะ ๆ


.


แล้วจะค่อยๆ ละคลายความยึดถือ ในสภาพธรรม

ว่า เป็นสิ่งที่เที่ยง.


.


เป็นการอบรม

โดยการฟังมานานแล้ว...นานเท่าไร ก็ไม่ทราบ

แต่ถ้าเกิดความเข้าใจเมื่อไร...นั่นคือ การอบรม.

อบรม.....โดยการฟัง การไตร่ตรอง การเข้าใจ

จนกว่าจะเข้าใจ จริงๆ เมื่อไร....เมื่อนั้น ก็จะรู้ว่า


.


เป็นเพราะได้เริ่มจาก

"การเข้าใจ"

ทีละเล็ก ทีละน้อย นี่เอง.!



18 มี.ค. 2552, 09:09 น.

ธ ร ร ม ส ว น ะ
contact us : webmaster@dhammasavana.or.th