Notice: A session had already been started - ignoring session_start() in /data/website/dhammasavana.or.th/peach.php on line 3
บ อ ร์ ด ส น ท น า ธ ร ร ม - ธ ร ร ม ส ว น ะ
formumandme.com  
   บ อ ร์ ด ส น ท น า ธ ร ร ม  

ต้องการสนทนาธรรม คลิกที่นี่ !

P238: ,



11 ก.ค. 2553, 18:16 น.
P237: ,



04 มิ.ย. 2553, 12:33 น.
P236: Dr. Singharajpandit s.p.1981@hotmail.com,

เรื่องนาคราชชื่อเอรกปัตต์

พระศาสดา ทรงอาศัยพระนครพาราณสี ประทับอยู่ที่โคนไม้ซึก 7 ต้น ทรงปรารภพระยานาคชื่อเอรกปัตต์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ เป็นต้น
ในกาลครั้งหนึ่ง มีพระยานาคราชนามว่า เอรกปัตต์ ในอดีตชาติ ในศาสนาของพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า พระยานาคนั้นเป็นภิกษุหนุ่ม ขึ้นเรือไปในแม่น้ำคงคา เอามือยึดตะไคร้น้ำกอหนึ่ง เมื่อเรือแล่นไปโดยเร็วก็ไม่ปล่อย ใบตระไคร้น้ำขาด ภิกษุนั้นไม่แสดงอาบัติ ด้วยคิดเสียว่าเป็นโทษเพียงเล็กน้อย เมื่อจุติจากชาตินั้นแล้ว บังเกิดเป็นพระยานาค มีร่างกายเท่าเรือขุด เมื่อมาเกิดเป็นพระยานาคแล้ว ก็ได้รอคอยการอุบัติขึ้นของพระพระพุทธเจ้า พระยานาคเอรกปัตต์มีธิดารูปโฉมงดงามมากอยู่นางหนึ่ง จึงได้ใช้นางเป็นเครื่องมือในการค้นหาพระพุทธเจ้า โดยพระยานาคได้ป่าวประกาศว่า ผู้ใดก็ตามสามารถตอบคำถามธิดาของตนได้ ผู้นั้นก็จะได้ธิดาของตนเป็นภรรยา ในทุกเดือนๆละสองครั้ง พระยานาคจะให้ธิดายืนบนพังพานของตนในวันอุโบสถทุกกึ่งเดือน ร้องขับขานเพลงซึ่งมีเนื้อความตอนหนึ่งว่า “ผู้เป็นใหญ่อย่างไรเล่า ชื่อว่าพระราชา อย่างไรเล่า พระราชาชื่อว่ามีธุลีบนพระเศียร อย่างไรเล่า ชื่อว่าปราศจากธุลี อย่างไรเล่า ท่านจึงเรียกว่า คนพาล.” มีชายหนุ่มหลายคนเข้ามาตอบคำถามโดยหวังจะได้ธิดาพระยานาคเป็นภรรยา แต่ก็ไม่มีชายหนุ่มผู้ใดสามารถตอบถูก

วันหนึ่ง ในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นชายหนุ่มชื่อว่าอุตตระ เข้ามาอยู่ในข่ายคือพระญาณของพระองค์ ทรงตรวจสอบแล้วทราบว่า อุตตรมาณพจักได้บรรลุโสดาปัตติผล ซึ่งโยงใยไปถึงปัญหาที่ธิดาของพระยานาคราชเอรกปัตต์ถาม ในช่วงนั้น อุตตรมาณพอยู่ในระหว่างเดินทางจะไปตอบคำถามของธิดาพระยานาค
พระศาสดาจึงได้ทรงสอนเนื้อเพลงลำนำที่จะนำไปขับขานตอบคำถามของธิดาพระยานาคให้ ซึ่งมีเนื้อเพลงตอบโต้ตอนหนึ่งว่า “ ผู้เป็นใหญ่ในทวารหก ชื่อว่าเป็นพระราชา พระราชาผู้กำหนัดอยู่ ชื่อว่ามีธุลีบนพระเศียร ผู้ไม่กำหนัดอยู่ ชื่อว่าปราศจากธุลี ผู้กำหนัดอยู่ ท่านเรียกว่า คนพาล”

พระศาสดาก็ยังได้ทรงสอนบทเพลงอื่นๆที่จะใช้ขับขานตอบโต้กับเพลงของธิดาพระยานาคราชอีกหลายบท
ขณะที่อุตตรมาณพเรียนเพลงขับขานตอบโต้เพลงของธิดาของพระยาเนาคอยู่นั้น ก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล
แม้ว่าจะบรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว แต่อุตตรมาณพก็ยังต้องการเดินทางไปตอบคำถามของธิดาพระยานาคเหมือนเดิม

เมื่อธิดาพระยานาคร้องขับขานเพลงดังขึ้น อุตตรมาณพก็ได้ร้องขับขานโต้ตอบด้วยบทเพลงแต่ละท่อนที่เล่าเรียนมาจากพระศาสดาดังนี้

1. คำถาม : ผู้เป็นใหญ่ อย่างไรเล่า ชื่อว่าเป็นพระราชา
คำตอบ : ผู้เป็นใหญ่ในทวาร 6 ชื่อว่าเป็นพระราชา
2. คำถาม : อย่างไรเล่า พระราชาชื่อว่ามีธุลีบนพระเศียร
คำตอบ : พระราชาผู้กำหนัดอยู่ ชื่อว่ามีธุลีบนพระเศียร
3.คำถาม : อย่างไรเล่า ชื่อว่าปราศจากธุลี
คำตอบ : ผู้ไม่กำหนัดอยู่ชื่อว่า ปราศจากธุลี
4. คำถาม : อย่างไรเล่า ท่านจึงเรียกว่า คนพาล
คำตอบ : ผู้กำหนัดอยู่ ท่านเรียกว่า คนพาล
5. คำถาม : คนพาลอันอะไรเอ่ย ย่อมพัดไป
คำตอบ : คนพาลอันห้วงน้ำ(คือกามโอฆะเป็นต้น) ย่อมพัดไป
6.คำถาม : บัณฑิตย่อมบรรเทาอย่างไร
คำตอบ : บัณฑิตย่อมบรรเทา(โอฆะนั้น) เสียด้วยความเพียร
7.คำถาม : อย่างไร จึงเป็นผู้มีความเกษมจากโยคะ
คำตอบ : บัณฑิตผู้ไม่ประกอบด้วยโยคะทั้งปวง ท่านเรียกว่า ผู้มีเกษมจากโยคะ

เมื่อพระยานาคเอรกปัตต์ ได้ฟังคำตอบเช่นนั้น ก็ทราบว่าพระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นในโลกแล้ว จึงได้ไปขอให้อุตตรมาณพพาตนไปเฝ้าพระศาสดา และเมื่อได้เข้าเฝ้าแล้วได้กราบทูลพระศาสดา ถึงครั้งที่ตนเป็นพระภิกษุในพระศาสนาของพระกัสสปะพุทธเจ้า ดึงใบตะไคร้ขาด ไม่ยอมแสดงอาบัติ ทำให้ต้องมาเกิดเป็นพระยานาค และตั้งตารอคอยการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า พระศาสดา ทรงสดับถ้อยคำของนาคราชนั้นแล้วจึงตรัสว่า “มหาบพิตร ชื่อว่าความเป็นมนุษย์ หาได้ยากนัก การฟังพระสัทธรรม ก็หาได้ยาก การอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า ก็หาได้ยากเหมือนกัน เพราะว่าทั้ง 3 อย่างนี้ บุคคลย่อมได้ลำบากยากเย็น”

จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า

กิจฺเฉน มนุสฺสปฺปฏิลาโภ
กิจฉํ มจฺจานชีวิตํ
กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ
กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท ฯ
(แปลว่า

ความได้อัตภาพเป็นมนุษย์ เป็นการยาก
ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย เป็นอยู่ยาก
การฟังพระสัทธรรม เป็นของยาก
การที่อุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
เป็นการยาก.

เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง เหล่าสัตว์ 8 หมื่น 4 พัน ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว.

ฝ่ายนาคราชน่าจะได้โสดปัตติผลในวันนั้น แต่ก็ไม่ได้เพราะเป็นสัตว์ดิรัจฉาน.


06 เม.ย. 2553, 23:16 น.
P235: สิงหราชบัณฑิต s.p.1981@hotmail.com,

ธรรมใดใดก็ไร้ค่า ถ้าไม่ทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ

06 เม.ย. 2553, 23:13 น.
P234: ศรีอารย์,

อริยสัจ ๔ (ความจริงอันประเสริฐ)
๑. ทุกข์ ...ทุกข์ คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจต่าง ๆ เพราะเป็นของทนได้ยาก
๒. ทุกขสมุทัย ...สมุทัย คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ได้แก่ตัณหาความทะยานอยาก
๓. ทุกขนิโรธ ..นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับตัณหาได้หมดสิ้น
๔. ทุกขนิโรธคามินีปฎิปทา ... มรรค คือ ข้อปฎิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่มรรค์มีองค์ ๘

ความทะยานอยาก หมกมุ่นในกามคุณ ๑
การปฏิบัติเพื่อทรมาณหรือเบียดเบียนตัวเอง และผู้อื่นให้เดือนร้อน ๑
...การกระทำทั้งสองอย่างนี้ ...มิใช่หนทางแห่งการพ้นทุกข์

“บุคคลผู้มีสติ ยังไม่พ้นเวร การควบคุมสติเพื่อให้เกิดปัญญารู้ชัดตามสภาวะ
ธรรมที่แท้จริง จึงได้ชื่อว่า ผู้พ้นบ่วงแห่งมาร”

“ม้าพันธุ์ดี..โดนแส้เพียงแค่ครั้งเดียว ย่อมวิ่งแล่นไปถึงเส้นชัย
บุคคลผู้รู้การเกิดนี่เป็นทุกข์เพียงแค่ครั้งเดียว ย่อมเข้าถึง..นิพพาน”

โลกุตระธรรม ทั้ง ๙
นิพพาน นั้นคืออะไร
ผู้ใดกล่าวว่านิพพานนั้นมีอยู่ ผู้นั้นย่อมไปได้ไม่ถึงนิพพาน
แต่หากผู้ใดกล่าวว่านิพพานนั้นไม่มีอยู่ ก็จะหาหนทางเข้าสู่นิพพานไม่ได้
นิพพานนั้นไม่มี เราสมมุติชื่อมันว่า นิพพาน

นิพพาน นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
ธรรมทาน อามิสทาน อภัยทาน
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ
พรหมโลก เทวโลก มนุษย์ อบายภูมิ
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ คือ ร่างกายเรา
อากาศธาตุ คือ อากาศรอบตัวเรา
วิญญาณธาตุ คือ ธาตุรู้
ธรรมทาน นั้นมีอานิสงส์สูงสุด เวลาตัวเราแสดงธรรม (ตัวเรา หมายถึง ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ)
ธาตุที่ออกจากกายเรานั้นคือ ธาตุลม เมื่อธาตุลม ออกมาจากร่าง ก็สลายตัวออกไปกับอากาศธาตุ ธรรมนั้นก็กลายเป็นอนัตตา นั้นหมายความว่า สภาวะโลกกับสภาวธรรมนั้นย่อมไปในทางเดียวกัน ท้าวเวชสุวรรณมีสมุดบันทึกบัญชีอยู่เล่มหนึ่ง ด้านหนึ่งบันทึกความดี อีกด้านหนึ่งบันทึกความชั่วของคนๆ หนึ่งไว้ เมื่อธรรมกลายเป็นอนัตตา หรือสลายตัวไปในบรรยากาศโลก วิญญาณที่เป็นตัวรู้ก็ไม่สามารถส่งสัญญาณไปยังสมุดบันทึกบัญชีของท้าวเวชสุวรรณได้ เมื่อตัวเราตายไป ก็สลายตัวกลับสู่สภาวะโลก (คือการสลายตัว ของธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ) เมื่อวิญญาณไม่มีธาตุตัวรู้ที่จะไปเกิดยังภพภูมิต่างๆ วิญญาณนั้นก็ดับลง เมื่อวิญญาณดับลง จิตก็ดับตาม นี่คือวิธีการที่พระพุทธเจ้าใช้ในการเข้าสู่นิพพาน คือ การใช้จิตที่บริสุทธิ์และวิธีการสั่งสอนคนเพื่อให้เป็นคนดีนั่นเอง เป็นการส่งต่อระหว่างขันธ์ต่อขันธ์ เพราะสุดท้ายทุกคนย่อมตายเหมือนกัน
นี่คือวิธีการที่ลบรูปลบนาม ดับสนิทไม่มีส่วนเหลืออย่างแท้จริง
สุดท้ายก็กลายเป็นการหลับสนิท ไม่ตื่นขึ้นมาพบกับความทุกข์อีก


เปรียบเหมือนเวลาที่เราอยู่เฉยๆ โดยไม่ได้ทำอะไร เมื่อเราไม่ทำความดี ภูมิที่ดีก็ไม่มีให้เราไปเกิด (หมายถึง ภูมิของชั้นเทวดาและชั้นพรหม) หากเราไม่ทำความชั่ว ก็ไม่ตกไปยังอบายภูมิ แต่จะทำอย่างไรเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ พระพุทธเจ้าก็เลยให้เราอยู่โดยการเดินทางตามมรรคมีองค์ ๘ ก็คือทางแห่งการพ้นทุกข์
๑. ความเห็นถูกต้องที่จะเดินตามอริยสัจ ๔ (มรรคมีองค์ ๘)
๒. ความดำริชอบ
* ในการออกจากกาม
* ในการไม่มุ่งร้าย
* ในการไม่เบียดเบียน
๓.การพูดจาชอบ
* ไม่พูดเท็จ
* ไม่พูดคำหยาบ
* ไม่พูดส่อเสียด
* ไม่พูดเพ้อเจ้อ
๔. การทำการงานชอบ
* เว้นจากการฆ่าสัตว์
* เว้นจากการลักทรัพย์
* เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
๕. การเลี้ยงชีวิตชอบ
* ความซื่อสัตย์สุจริต
๖. ความพากเพียรชอบ
* ความเพียรที่จะเผากิเลส
๗. ความระลึกชอบ
* ความรู้ที่มีสิ่งกระทบ แล้วถอนความพอใจและไม่พอใจออกเสีย
๘. ความตั้งใจมั่นชอบ
* นั่นคือ สมาธิ

ในอริยมรรค ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ นั้นทำความเข้าใจง่าย (ก็คือศีลมาตรฐาน หรือ ศีล ๕ และสติปัฎฐาน ๔ ) ส่วน อริยมรรค ๖ ๗ และ ๘ ที่จะอธิบายต่อไปนี้ ก็คือ มหาสติปัฏฐานสูตร นั่นเอง

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจ ระหว่างสติปัฏฐาน ๔ กับมหาสติปัฏฐานสูตรก่อน ว่ามันต่างกันอย่างไร
สติปัฏฐาน ๔ คือ การรู้ว่าตัวเรารู้สึกอย่างไร
มหาสติปัฏฐานสูตร คือ สิ่งใดที่เข้ามากระทบกับตัวเราแล้วทำให้เรารู้สึกสุขหรือทุกข์


สติปัฎฐาน ๔
กาย สุข หรือ ทุกข์ อุเบกขา
เวทนา สุข หรือ ทุกข์ อุเบกขา
จิต กุศลหรืออกุศล อุเบกขา
ธรรม กุศลหรืออกุศล อุเบกขา

มหาสติปัฎฐานสูตร
กายในกาย
เวทนาในเวทนา
จิตในจิต
ธรรมในธรรม
เป็นการจับคู่ของอายตนะภายนอกซึ่งส่งต่อมายังอายตนะภายใน (อาการ 12) ซึ่งทำให้เราเห็นจิตที่เป็นกุศลและอกุศลอย่างชัดเจน
อายตนะ ๑๒ คือ
ตา สิ่งที่มากระทบคือ รูป
หู สิ่งที่มากระทบคือ เสียง
จมูก สิ่งที่มากระทบคือ กลิ่น
ลิ้น สิ่งที่มากระทบคือ รส
กาย สิ่งที่มากระทบคือ สัมผัส
ใจ สิ่งที่มากระทบคือ อารมณ์
มหาสติปัฏฐาน ๔ จะเปรียบเทียบถึงอาหารจานหนึ่งให้ฟัง

รูปไม่สวยแต่อาหารอร่อย รูปสวยแต่อาหารไม่อร่อย
รูปไม่สวยอาหารก็ไม่อร่อย รูปสวยอาหารก็อร่อย

จะเปรียบเทียบ ในสูตรของรูปไม่สวยแต่อาหารอร่อยให้พิจารณา
เมื่อเราเข้าไปร้านอาหารร้านหนึ่ง เมื่ออาหารมาอยู่ตรงหน้า กับมองเห็นรูปที่ไม่สวย (หมายถึงทำไม่น่ากิน) เกิดสัมผัสแรกคือทางตา ทำให้จิตเราคิดไปว่า ทำไม่น่ากินคงจะไม่อร่อย แต่เมื่อเราลองกินเข้าไปแล้ว อาหารกับอร่อย ซึ่งไม่เหมือนกับความรู้สึกแรก นั่นคือการที่เราไปปรุงแต่งรูป ทำให้เกิดทุกข์ แต่เมื่อเรากินข้าวไปแล้ว ลิ้นเมื่อลองรสแล้วรู้สึกอร่อย ก็เปลี่ยนเป็นความรู้สึกทางด้านความสุข เพราะฉะนั้นเราจะเห็นการพิจารณากายในกาย ก็คือ ตาทำหน้าที่ปรุงแต่งด้านทุกข์ ส่วนลิ้นทำหน้าที่รับความสุข สุขและทุกข์นั้นแหละ คือเวทนาในเวทนา จิตสองตัวก็จะทำหน้าที่สลับกัน คือสุข ก็คือกุศล และทุกข์ ก็คืออกุศล จิตที่เป็นกุศลและอกุศลนั้นแหละก็คือ ธรรมในธรรมและนี่คือ มรรค ๗ (ความระลึกชอบ) ก็คือ ฝ่ายหนึ่งคือความพอใจ อีกฝ่ายหนึ่ง คือความไม่พอใจ เราจึงถอนความพอใจ และความไม่พอใจออกพร้อมกันในคราวเดียว ชี้ให้เห็นว่าการที่เราเอาจิตไปสัมผัสอะไรสักอย่าง มันจะต้องมีทั้งสุขและทุกข์ คือเราจะรู้สึกทุกข์และเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ (ซึ่งเราเป็นผู้ปรุงแต่งมันทั้งสิ้น)
* แต่เมื่อเรา เจอทั้งรูปสวยและอาหารอร่อย ก็คือ เป็นกุศลทั้งสองฝั่ง เราควรพอกพูนอาการนั้นไว้ เพราะสิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นยากในโลกใบนี้
* แต่เมื่อเรา เจอรูปไม่สวยแต่อาหารอร่อย ก็คือ ฝึกให้เราไม่ปรุงแต่งทางตา เพราะเอตักตา หรือตัวรู้นั้นมีให้รู้ว่า เนื้อแท้ของสิ่งๆ นั้นคืออะไร คือคุณค่าที่แท้จริงของอาหาร คือ ความอร่อยและประโยชน์ที่ได้รับ
* แต่เมื่อเรา เจอรูปสวยแต่อาหารไม่อร่อย (โดยจิตปกติของมนุษย์จะคิดว่า เมื่อรูปสวยอาหารต้องอร่อยแน่ นั่นแหล่ะ ! ที่เราเรียกว่าการยึดมั่นถือมั่นในรูป) แต่เพียงแค่เราเข้าไปลองชิมครั้งเดียว เราก็ไม่อยากเข้าอีก (แต่ก็ยังคงมีคนหลงในรูปเข้าไปกิน แต่ไม่นานร้านนี้ก็จะถูกปิด)
* แต่เมื่อเรา เจอทั้งรูปไม่สวยและอาหารไม่อร่อย ร้านนั้นจะถูกปิดในไม่ช้า นั้นหมายถึง เป็นอกุศลทั้งรูปและนามและนี่คือ มรรค ๖ (ความเพียรชอบ) ที่จะละอกุศลธรรมที่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น และประคองกุศลธรรมที่เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นหลักพุทธศาสนาที่ถูกก็คือ ให้เราอยู่กับสิ่งดี แล้วหลีกเลี่ยงในสิ่งที่ไม่ดี ดั่งปรากฏในมงคล ๓๘ ว่า
การไม่คบคนพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ บูชาคนที่ควรบูชา ๑
อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ๑ ทำความดีไว้ให้พร้อม ๑ ตั้งตนไว้ในที่ชอบ ๑
เล่าเรียนศึกษามาก ๑ มีความชำนาญในวิชาชีพของตน ๑ มีระเบียบวินัย ๑ รู้จักใช้วาจาให้ได้ผลดี ๑
บำรุงบิดามารดา ๑ สงเคราะห์บุตร ๑ สงเคราะห์ภรรยา ๑ ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ๑
บริจาคสงเคราะห์และบำเพ็ญประโยชน์ ๑ ดำรงอยู่ในศีลธรรม ๑ สงเคราะห์ญาติ ๑ อาชีพสุจริต
กิจกรรมที่มีประโยชน์ ๑
เว้นจากความชั่ว ๑ เว้นจากสิ่งเสพติด ๑ ไม่ประมาทในธรรม ๑ รู้จักคุณค่าบุคคลและสิ่งของ ๑ ความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน ๑ ความสันโดษพึงพอใจในผลสำเร็จและปัจจัยที่หามาได้ด้วยความพยายามของตนเองโดยชอบธรรม ๑ มีความกตัญญู ๑ หาโอกาสฟังธรรมแสวงหาหลักความจริง ๑
มีความอดทน ๑ เป็นผู้ว่านอนสอนง่ายฟังเหตุผล ๑ พบเห็นสมณะเข้าเยี่ยมเยียน ๑ สนทนาธรรมตามกาลเวลา ๑
รู้จักควบคุมตนเอง ๑ ประพฤติพรหมจรรย์ ๑ รู้แจ้งอริยสัจสี่ ๑ ทำพระนิพพานให้แจ้ง ๑
ถูกโลกธรรมจิตไม่หวั่นไหว ๑ จิตไร้เศร้า ๑ จิตปราศจากธุลี ๑ จิตเกษม ๑
นี่เป็นมงคลอันอุดม เทวมนุษย์ทั้งหลายกระทำมงคลเช่นนี้แล้วย่อมเป็นผู้ไม่ปราชัยในทุกสถาน ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทั้งปวง นี้คืออุดมมงคลของเทวมนุษย์เหล่านั้น
เหมือนกับการที่ท่านให้เราเพ่งน้ำ เพื่อให้เกิดสมาธิ แต่หลายคนเพ่งก็อยากมีอิทธิฤทธิ์ แต่แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้าให้เราฝึกสมาธิ ซึ่งเป็นสมถกรรมฐาน ซึ่งจะยกตัวเองขึ้นสู่วิปัสสนากรรมฐานต่อไป คือเมื่อเรามองดูน้ำแล้ว ก็ให้เรารู้ว่าประโยชน์ของน้ำนั้นใช้ดื่มกิน พระพุทธองค์ไม่ให้เราเอาเศษขยะและถ่ายอุจจาระปัสสาวะลงในแม่น้ำลำคลอง เพราะจะทำให้น้ำสกปรก พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้เราใช้เครื่องกรองน้ำ เพื่อกรองเอาสิ่งสกปรกออกจากน้ำให้เราดื่มกิน นั่นหมายถึงท่านให้เรานำสิ่งที่ดีเข้าตัว แล้วกรองนำสิ่งที่ชั่วออกไป พระพุทธองค์ไม่เอาสิ่งที่เป็นกุศลและอกุศลให้ปนเปื้อนกัน และการแยกแยะเหล่านี้แหล่ะคือที่มาของศีล
เพราะแท้จริงแล้ว การรักษาศีลหรือพรหมจรรย์ คือความปกติที่ดีของชีวิต โดยมีหิริโอตตัปปะ (ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป) เป็นตัวสติ (ความระลึกรู้) เพื่อไม่ให้เราละเมิดศีล ซึ่งเปรียบเหมือนรั้วกั้นไม่ให้เราไม่ตกไปในที่ชั่ว (อบายภูมิ)

“ศีล เป็นเยี่ยมที่สุดในโลก”
อย่าได้เชื่อถือ ตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา ๑
อย่าได้เชื่อถือ ตามถ้อยคำสืบ ๆ กันมา ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยตื่นข่าวว่าได้ยินอย่างนี้ ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยอ้างตำรา ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยเดาเอาเอง ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยคาดคะเน ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยความตรึกตามอาการ ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยชอบใจว่าต้องกับทิฐิของตัว ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ ๑
อย่าได้เชื่อถือ โดยความนับถือว่าสมณะนี้คือครูของเรา ๑
เมื่อใด พึงรู้ด้วยตนเองว่าธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษเป็นต้นแล้วจึงควรละหรือเข้าถึงธรรมนั้น

ต่อไปเราจะใช้อริยมรรค ๖ และ ๗ ทำให้เกิดอริยมรรค ๘ นั่นคือฌานทั้ง ๔ และวิปัสสนาญาณทั้ง ๑๖ กรรมฐาน
ฌาน ๑ ปฐมฌาน วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข
ฌาน ๒ ทุติยฌาน ปิติ สุข
ฌาน ๓ ตติยฌาน วางเฉย สติ ปกติ แสวงสุขด้วย นามกาย (ความสุขใจ)
ฌาน ๔ จตุตถฌาน เพราะละสุข ละทุกข์เสียได้
เพราะรู้ว่าธรรมชาติเป็นอย่างนั้น
ประโยชน์ของมันคือสิ่งๆ นั้น
กุศลธรรมในตัวมันคือสิ่งนั้น

๑.รู้จำแนกรูปและนาม
๒. รู้เหตุปัจจัยของรูปนาม
๓. พิจารณารูปนามโดยความเป็นไตรลักษณ์
๔. ตามเห็นความเกิดดับของสังขาร
๕. ตามเห็นความดับหลายของสังขาร
๖. เห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว
๗. เห็นสังขารทั้งปวงว่าเป็นทุกข์
๘. เกิดความเบื่อหน่ายคลายความกำหนัด
๙. ปรารถนาจะพ้นไปเสียจากสังขาร เหล่านั้น ๑๐. พิจารณามองหาอุบายออกจากทุกข์
(การมองโลกในแง่ดี) ๑๑. พิจารณาความวางเฉยโดยความเป็นกลาง ๑๒. หยั่งรู้ความวางเฉยความเป็นไตรลักษณ์
๑๓.ข้ามพ้นจากภาวะปุถุชนเข้าสู่อริยะบุคคล
๑๔.ความหยั่งรู้ความสำเร็จของบุคคลในแต่ละขั้น ๑๕. ความหยั่งรู่ที่เป็นผลสำเร็จของพระอริยะบุคคลในขั้นนั้น
๑๖. พิจารณาทบทวนกิเลสที่ละได้และกิเลส ที่เหลือ
ย้อนกลับไปในเรื่องการพิจารณาในเรื่องของอาหาร เราจะเห็นสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจน ทั้งการปรุงแต่งทั้งรูปและนาม นั่นก็คือการจำแนกรูปและนามอย่างชัดเจน หรือฌาน ๑ ก็คือ วิตก วิจารณ์ การปรุงแต่งทางตา และการปรุงแต่งทางลิ้น การบรรลุธรรมนั้น ไวยิ่งกว่าแมลงกระพือปลีก เมื่อเราใช้การนำเอากุศลมาซ้อนทับอกุศลไม่ให้เกิด ก็คือให้พิจารณา ถึงแม้รูปจะไม่สวย แต่อาหารก็อร่อย นั้นคือตัวรู้ของประโยชน์ในสิ่งนั้นอย่างแท้จริง จะไม่สนใจในรูปเพราะเราเข้าใจธรรมชาติของมัน แล้วก็ละตัวรู้นั้น (เหมือนเมื่อเรากินอาหารเข้าไปแล้ว ในคำแรก รู้ว่ารสชาติมันอร่อย คำต่อไปก็ไม่ต้องพิจารณาอีก) ดั่งที่กล่าวมาข้างต้น ฌาน ๑ ถึง ๔ จะทำงานโดยอัตโนมัติ พร้อมกับวิปัสสนาฌานตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๖ ก็จะทำงานโดยอัตโนมัติ เช่นกันกล่าวง่ายๆ ก็คือว่า การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ
ก็คือการมองโลกในแง่ดี อริยะอยู่ที่ใจ (มิใช่ที่ผ้า มันเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น)
การไม่ทำบาปทั้งปวง ก็คือ การเป็นคนดี
การทำกุศลให้ถึงพร้อม ก็คือ เป็นตัวอย่างที่ดี และสอนคนเป็นคนดี การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ ก็คือ การมองโลกในแง่ดี
ธรรม ๓ อย่างนี้ คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ขันติคือความอดกลั้น, เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง,
ผู้รู้ทั้งหลาย, กล่าวพระนิพพานว่าเป็นธรรมอย่างยิ่ง,
ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย,
ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย,
การไม่พูดร้าย, การไม่ทำร้าย,
การสำรวมในปาติโมกข์,
ความเป็นผู้รู้ประมาณ ในการบริโภค,
การนอน การนั่ง ในที่อันสงัด,
ความหมั่นประกอบ ในการทำจิตให้ยิ่ง,
ธรรม ๖ อย่างนี้, เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย,
นั่นคือโลกุตรธรรม ๘
ส่วนโลกุตรธรรม ๙ ก็คือ การที่เราเจอสิ่งที่ดีเป็นเรื่องปกติ และไม่ทำชั่วเป็นเรื่องปกติ ให้สิ่งที่ดีเป็นสิ่งปกติในชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นสิ่งหนึ่งในชีวิตของเรา จนเกิดความเบื่อหน่าย เพราะรู้แจ้งแล้วว่ามีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีซ่อนอยู่ในตัวมัน ก็จะเกิดความเบื่อหน่าย คลายความกำหนัด จงทำความดีแต่พอดี ก็จะไม่ยึดติดผลของความดี อย่าทำจนกลายเป็นแข่งดี เสร็จแล้ว ก็มาทะเลาะกันว่าเราดีกว่า กลายเป็นพูดส่อเสียด ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันอีก การที่ทำคนดีให้แตกแยกกันนั้น ถือว่าเป็นกรรมหนัก ตามหลักพุทธศาสนา ห้ามสวรรค์และนิพพาน จะเห็นได้ว่า แม้ความดีที่มนุษย์พากเพียรทำ ก็ยังเป็นกิเลสตัวสำคัญของมนุษย์
คิดดี พูดดี ทำดี มองโลกในแง่ดี ที่สำคัญทำแต่พอดี นั่นแหล่ะที่เราเรียกกันว่า ทางสายกลาง
โสดาบัน นั้นหมายถึง คนทำผิดและยอมรับผิด (ย่อมปิดอบายภูมิ)
สกิทาคามี นั่นหมายถึง เริ่มเลิกทำผิด แต่ยังพลาดไปบ้างเพราะยังขาดสมาธิในการควบคุมสติ
อนาคามี นั่นหมายถึง คนที่ดีแล้วแต่สอนคนอื่นไม่ได้ เทียบกับสมาธิค่อนข้างดี แต่ยังขาดปัญญา ในการนำพาผู้อื่น
อรหันต์ นั่นหมายถึง คนดีที่สอนคนอื่นได้ เทียบกับสมาธิที่ดีเยี่ยม ประกอบกับปัญญา นำพาคนหลุดพ้นข้ามอวิชชาไปได้

เมื่อคนที่ทำผิดแล้วยอมรับผิด ไม่นานเขาก็มีความละอายและความสำนึก สิ่งๆ นี้ เขาจึงต้องรู้จักควบคุมตัวเองและมีสมาธิที่ดีขึ้น และสุดท้ายเขาก็จะกลายเป็นอรหันต์ได้ในไม่ช้า

บุคคลละธรรม ๑๐ อย่างได้ควรเป็นอรหันต์
ความกำหนัดยินดี ๑ ความคิดประทุษร้าย ๑
ความหลง ๑ ความโกรธ ๑
ความผูกโกรธ ๑ ความลบหลู่บุญคุณท่าน ๑
ความตีเสมอ ๑ ความริษยา ๑
ความตระหนี่ ๑ ความถือตัว ๑


“ผมหงอก พรรษามาก ไม่ได้ทำให้เป็นพระเถระเพราะเพียงอายุมากอาจเรียกได้ว่า คนแก่เปล่า ผู้ใดมีสัจจะ มีคุณธรรม อันมลทินครอบงำมิได้ จึงเป็น พระเถระ”



“ความดีเป็นเรื่องง่ายของ บัณฑิต แต่เป็นเรื่องยากของ คนพาล
คนพาลรู้ตัวว่าเป็นคนพาล ย่อมกลายเป็นบัณฑิตได้ เพราะเหตุนั้น
แต่ คนพาลที่คิดว่าตัวเองเป็นบัณฑิต เป็นคนโง่ โดยแท้ เพราะเหตุนั้น”


บรรดาทางทั้งหลาย...
มรรคมีองค์แปด ประเสริฐที่สุด
บรรดาบททั้งหลาย...
บทที่สี่ คืออริยสัจ ประเสริฐที่สุด
บรรดาธรรมทั้งหลาย…..
วิราคะ คือ การปราศจากความกำหนัดยินดี ประเสริฐที่สุด
บรรดาสัตว์สองเท้า…..
พระตถาคตเจ้าผู้มีจักษุ ประเสริฐที่สุด
มรรคมีองค์แปดนี่แลเป็นไปเพื่อทรรศนะอันบริสุทธิ์หาใช่ทางอื่นไม่
เธอทั้งหลายจงเดินไปตามมรรคมีองค์แปดนี้
อันเป็นทางที่ทำมารให้หลง ติดตามมิได้
เธอทั้งหลายจงตั้งใจปฎิบัติ เพื่อทำทุกข์ให้สิ้นไป


“การให้ทานนั้นถือเป็นสิ่งที่ประเสริฐ แม้..บัณฑิต เทวดา พรหม พึงสรรเสริญบุคคลผู้ให้ทาน แต่มีสิ่งที่ประเสริฐกว่า นั้นคือ พระนิพพาน เพราะเป็นบรมธรรมอันสูงสุด การแสดงธรรมมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้บรรลุไปถึงจุดหมาย คือ นิพพาน ซึ่งเป็นไปเพื่อหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง”

“ ทำความดีอย่ายึดติด ผลของความดี ภูมิที่ดีก็ไม่มีให้ไปเกิด หมายถึง (ชั้นเทวดาและชั้นพรหม) ไม่ทำความชั่วก็ไม่ตกลงสู่อบายภูมิ หนทางนี้แล....ดับขันธ์นิพพาน”

ศรีอารย์......


17 มี.ค. 2553, 23:30 น.
P233: ทีมงานอนันตกาล 18,

บูชาหลวงปู่เด้อครับ

26 ก.พ. 2553, 19:53 น.
P232: ,

เนื่องด้วยทางวัดป่าขุนเขาพินิจ บ้านหนองไม้งาม 2 ตำบลหนองไม้งาม อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นวัดที่อยู่เชิงเขา ค่อนข้างกันดาร ไม่มีไฟฟ้าใช้ ห่างจากหมู่บ้าน ประมาณ 7- 8 กิโลเมตร กำลังดำเนินการสร้างศาลาโรงครัวขึ้น 1 หลัง ขนาดพื้นที่กว้าง 15 เมตร ยาว 20 เมตร เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจต่างๆ ของทางวัด สำหรับพุทธศาสนิกชน อุบาสก และอุบาสิกา ทั้งนี้เพื่อประกอบจังหันสำหรับพระ หรือญาติโยม ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างศาลาโรงครัวทั้งสิ้น ประมาณ 1,000,000 บาท

แต่เนื่องจากทางวัดยังขาดจตุปัจจัยที่จะมาดำเนินการสร้างศาลาโรงครัวอยู่จำนวนมาก ซึ่งในช่วงนี้ ทางวัดจำเป็นต้องใช้งบประมาณเร่งด่วน ประมาณ 500,000 บาท จึงขอบอกบุญมายังท่านทั้งหลาย และผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคจตุปัจจัยเป็นเจ้าภาพร่วมกันสร้างศาลาโรงครัวให้กับวัดป่าขุนเขาพินิจ ขนาดกว้าง 15 เมตร ยาว 20 เมตร

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก โปรดดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว จงประสบแต่ความสุข ความเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณธนสารสมบัติ ประสงค์สิ่งใดขอให้ประสบผลสำเร็จ สมปรารถนาทุกประการเทอญ


วัดป่าขุนเขาพินิจ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและประกอบกิจในพระพุทธศาสนา แต่อยู่บริเวณเชิงเขา ค่อนข้างกันดาร ไม่มีไฟฟ้าใช้ ห่างไกลจากหมู่บ้าน ประมาณ 7- 8 กิโลเมตร



ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมทำบุญได้ที่

1. พระอาจารย์สมพร สุขวัฒโน เจ้าอาวาส วัดป่าขุนเขาพินิจ ที่เบอร์โทร 086-258-0028

หรือ

2.นางแพรวา ภักดิ์วาปี โทร 084-537-4211 (ผู้ประสานงาน)

ท่านใดมีจิตศรัทธา ประสงค์จะร่วมทำบุญ กรุณาโอนเงินเข้าบัญชี ดังนี้

ชื่อบัญชี สำนักสงฆ์ขุนเขาพินิจ
ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร
สาขา บ้านกรวด
เลขที่บัญชี 940-2-7-6551-3
บัญชีออมทรัพย์

หมายเหตุ
โอนเงินเข้าบัญชีแล้วกรุณาโทรแจ้ง กลับที่เจ้าอาวาสวัดป่าขุนเขาพินิจ
หรือผู้ประสานงาน

อานิสงส์ของการสร้างโรงครัวถวายวัด

ส่งผลให้เกิดภพชาติใดก็ไม่อดอยากหิวโหยมีของกินของใช้ไม่ขาดแคลน อยู่ที่ไหนก็มีแต่ความอุดมสมบูรณ์ พรั่งพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติมีกินมีใช้ตลอดปีตลอดชาติ ไปที่แห่งใดก็ปลอดภัย อิ่มจิต อิ่มใจ อิ่มกายมีหน้าตาผ่องใส
แก้กรรม ให้กับผู้ที่เกิดมาชาตินี้ ไม่ค่อยพอมีพอใช้ อดมื้อกินมื้อ หาเช้ากินค่ำ ทำเท่าไหร่ก็ไม่เหลือเก็บ หรือแม้แต่พวกที่ไม่ค่อยมีเวลาใส่บาตรตอนเช้า การที่เราทำโรงครัวให้กับวัดก็เหมือนกับการที่เราได้ใส่บาตรทุกวัน





11 ก.พ. 2553, 16:43 น.
P231: ...ศิษย์เหล่าเก่า...,

กราบนมัสการ หลวงปู่จาม
พระอาจารย์แจ๋ว
ท่านอาจารย์
และครูบาทุกๆรูป

เนื่องในโอกาสที่ทางวัดได้จัดงานบุญมหามงคลอายุวัฑฒนกาล ๑๐๐ ปี ขององค์หลวงปู่ ขึ้นในวันที่ ๒๖ - ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ นั้น กระผมขอร่วมอนุโมทนาบุญ ที่ได้จากการจัดงานในครั้งนี้ และขอให้งานดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ประสบความสำเร็จดังความมุ่งหมาย เป็นอีกสิ่งดีๆในพุทธศาสนา ด้วย เทอญ

11 ก.พ. 2553, 12:33 น.
P230: sky,

หนูอยากให้ทุกฯคนช้วยกันทําความดี
เพื่อโลกของเราจะได้สดใส่


06 ก.พ. 2553, 06:15 น.
P229: boyd,



04 ก.พ. 2553, 21:51 น.
P228: Inw Saii,

หนูอยากลองเข้ามามั่งอ่ะ

พอดีเคยไปวัด ที่หลวงปู่จามอยู่ แล้วรู้ศึกศรัทธาหลวงปู่จาม

อยากลองสนใจธรรม มั่ง แต่ จิตยังไม่สงบพอ




29 ม.ค. 2553, 18:15 น.
P227: ,

ชวนกันไปทําบุญกันเยอะๆ
ไปทําบุญกันดีกว่า และยังได้บุญอีด้วย

28 ม.ค. 2553, 19:17 น.
P226: ปรีชา รัตนประสิทธิ์,

สุภาษิตโบราณ

คนเห็นคนใช่คนนั่นแหละคน
คนเห็นคนไม่ใช่คนใช่คนไม่
กำเหนิดคนต้องเป็นคนทุกคนไป
จนหรือมีผู้ดีไพร่ไม่พ้นคน

ยามบุญมากาไก่กลายเป็นหงส์
ยามบุญลงหงส์เป็นกาน่าฉงน
ยามบุญมากาไก่กลายเป็นคน
ยามอับจนคนเป็นหมาน่าอัศจรรย์


10 ม.ค. 2553, 00:32 น.
P225: ปรีชา รัตนประสิทธิ์,

คติธรรมของหลวงพ่อจรัล ธิตธรรโม(วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี)
บ้านไหนสกปรก สัตว์นรกมาเกิด
บ้านไหนสะอาด นักปราชญ์มาเกิด

คนโง่เอาจิตไว้ที่ปาก
คนฉลาดเอาสติไว้ที่ใจ

10 ม.ค. 2553, 00:24 น.
P224: สุขใจ,

สุขี อัตตนัง ปริหรันตุ จงสุขกายสุขใจรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

17 พ.ย. 2552, 13:49 น.
P223: ปรีชา รัตนประสิทธิ์ email:prattanaprasit@gmail.com,

คติเตือนใจในการดำเนินชีวิตของบุคคล
โดย... สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
เศษฐกิจพอเพียง
เพียงแค่พอ
ความคิดอย่างหนึ่งที่ควรฝึกให้เกิดขึ้นประจำคือ...ความคิดที่ว่า "พอ" คิดให้รู้จักพอ ผู้รู้จักพอจะเป็นผู้ที่มีความสบายใจ ส่วนผู้ที่ไม่รู้จักพอ...จะเป็นผู้ร้อนเร่า ความไม่รู้จักพอ มีอยู่ได้แม้ในผู้มั่งมีมหาศาล และความรู้จักพอ ก็มีได้แม้ในผู้ยากจน ทั้งนี้ก็เพราะความพอเป็นเรื่องของใจ
คนรวยไม่รู้จักพอ...ก็เป็นคนจนอยู่ตลอดเวลา
คนจนรู้จักพอ...ก็เป็นคนมั่งมีอยู่ตลอดเวลา

10 เม.ย. 2552, 22:29 น.
P222: ดวง,

ถาม กรรมชนิดใดที่ต้องอยู่สภาพนี้และจะแก้ไขอย่างไรจะทำอย่างไรดี-ขึ้น
( คิดจะทำหมั้น ความเป็นอยู่กับสภาพร่างกายที่ผ่าตัดมาเยอะผ่าตัดกระเพาะอาการเหลือเพียง 1 ส่วนและลำไส้ต่อใหม่ผ่าตัดเส้นประสาทในกระเพาะ2 เส้นผ่าตัดม้ามและไส้ติ่งและต่อมซิล ทุกวันนี้ต้องเปลี่ยนแปลงหมอก่อนที่จะออกหมอกับพูดว่าแน่จริงไปรักษาที่อื่นรักษากับหมอท่านนี้มานานจึง8-9 ปี
ในการรักษาจึงต้องเปลี่ยนโรงพยาบาลกับดีขึ้น ถามว่า กรรมชนิดนี้เกิดการอะไร ทำไมหมอจึงคิดว่าการรักษาจะดีจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง ร่างกายไม่ดีอย่างนี้ จนทำงานที่ไหนๆก็ไม่รับเข้าทำงาน กับมองด้านสภาพการเงินไม่พร้อมด้วยจึงอยากรู้ว่าการทำหมั้นด้วยเหตุทั้ง 2 ด้านแลอื่นอีกมาก เป็นการผิดต่อทางศาสนาหรือไม่เพราะเราคิดว่าร่างกายไม่แช็งแรงและสภาพที่เป็นอยู่แบบนี้ผิดหรือไม่

ทุกวันนี้ทำงานบ้านตอนนี้เบื่อหน่ายเพราะชีวิตไม่ได้พัฒนาปัญญา ความรู้ที่มีอยู่ต่อสังคมทุกเดือนต้องไปหาหมอ เครียดเบื่อหน่ายกับสภาพที่เป็นอยู่เงินก็ไม่มีให้ต้องให้พ่อและแม่หนักใจ ทำอย่างไรดี
ลูกอยู่กลุ่มเด็กที่พัฒนาการช้ามาตอน ขอคำแนะนำการเจริญปัญญา สติ

05 เม.ย. 2552, 18:44 น.
P221: ปรีชา รัตนประสิทธิ์ email:prattanaprasit@gmail.com,

คติธรรมของสมเด็จพระสังฆราชญาโณทัยมหาเถระ(อยู่)
บุญเท่านั้นที่ควรเร่งทำไม่ว่าอยู่ในเวลาไหน
คนที่ยังต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ต้องขวนขวายทำบุญ
คนที่ไม่ประมาทเร่งทำบุญ

25 มี.ค. 2552, 22:31 น.
P220: รสมน,

การเข้าไปนั่งใกล้บัณฑิต สำหรับผู้ที่มีความเข้าใจย่อมไม่ไร้ประโยชน์อย่างแน่นอน

เพราะจะเป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของปัญญา จากการฟัง การศึกษาแต่ละครั้ง ความ

เข้าใจย่อมจะเจริญขึ้นไปตามลำดับ(ไม่ใช่เพียงแค่วันนี้ ปีนี้ ชาตินี้เท่านั้น แต่ต้องสะสม

ความเข้าใจต่อไปอีกเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน) และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ชีวิต

เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ความตายเป็นสิ่งที่แน่นอนสำหรับทุกชีวิต แต่ละบุคคลไม่สามารถ

ที่จะล่วงรู้ได้ว่าโอกาสในการที่จะได้เจริญกุศล โอกาสที่จะได้เข้าใจธรรมในชาตินี้ จะ

เหลืออยู่อีกเท่าใด ในแต่ละวันจึงควรที่จะเป็นโอกาสของการเจริญกุศล อบรมเจริญ

ปัญญา สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูก ไปตามลำดับ

24 มี.ค. 2552, 08:42 น.
P219: รสมน,

การฟังธรรมะ

ต้องเข้าใจว่า

ธรรมะ คือ อะไร.?


.


และ ต้องเข้าใจว่า

ศึกษา เพื่อให้เข้าใจ ทุกอย่าง

ที่เป็น "ธรรมะ ที่กำลังปรากฏ"


.


เริ่มด้วย การเข้าใจว่า

ขณะนี้ "เป็นธรรมะ"


.


แม้ในขณะที่เห็นคน เห็นโต๊ะ เห็นเก้าอี้...ฯลฯ

"ธรรมะที่ปรากฏทางตา" คือ "สิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาท"


ถูก หรือ ผิด...?

ค่อยๆ สะสมความเห็นถูก ทีละเล็ก ทีละน้อย

จนละคลาย (ความเห็นผิด) ได้

เมื่อมีความมั่นคง ว่า เป็นสิ่งที่ "เพียงปรากฏ".


เพราะฉะนั้น

จะรู้ "ลักษณะของสติ" ได้

ในขณะที่กำลัง "เริ่มมีความเข้าใจในลักษณะที่ปรากฏ"

อย่างถูกต้อง.

จนกระทั่ง สามารถที่จะรู้ว่า ขณะนั้น ไม่ติดข้อง

เพราะว่า มีสภาพธรรมอื่นปรากฏ แล้วสามารถรู้ว่า

สภาพธรรมอื่นๆ ที่ปรากฏนั้นๆ

ต่างกับ สิ่งที่ปรากฏทางตา.


.


ในขณะนี้

ไม่ได้มีแต่เฉพาะสิ่งที่ปรากฏทางตา

ใช่ไหมคะ.?

คิดนึก ก็มี แต่ไม่เคยรู้.

(ปรากฏ) เสมือนว่า สิ่งที่ปรากฏทางตา

กำลังปรากฏอยู่ตลอด.!


.


แต่ถ้าสามารถละความไม่รู้

ด้วยความรู้ และ ความเข้าใจ ที่เพิ่มขึ้น ๆ

ว่า สิ่งที่ปรากฏทางตา เพียงปรากฏให้เห็น เท่านั้น

แล้วก็ มีสิ่งอื่น ปรากฏต่อ.



"สติ"


ก็จะเริ่มเข้าใจ ในสภาพธรรม อื่นๆ

ที่ต่างจาก "สิ่งที่ปรากฏทางตา"


.


"สติ"


ก็จะค่อยๆ เข้าใจใน "ลักษณะ"

ของสภาพธรรม ทีละลักษณะ ๆ

จนกว่า ความเข้าใจจะเพิ่มขึ้น ๆ

ว่า เป็นธรรมะ แต่ละลักษณะ ๆ


.


แล้วจะค่อยๆ ละคลายความยึดถือ ในสภาพธรรม

ว่า เป็นสิ่งที่เที่ยง.


.


เป็นการอบรม

โดยการฟังมานานแล้ว...นานเท่าไร ก็ไม่ทราบ

แต่ถ้าเกิดความเข้าใจเมื่อไร...นั่นคือ การอบรม.

อบรม.....โดยการฟัง การไตร่ตรอง การเข้าใจ

จนกว่าจะเข้าใจ จริงๆ เมื่อไร....เมื่อนั้น ก็จะรู้ว่า


.


เป็นเพราะได้เริ่มจาก

"การเข้าใจ"

ทีละเล็ก ทีละน้อย นี่เอง.!



18 มี.ค. 2552, 09:09 น.
P218: รสมน,

ธรรมทั้งปวง ได้แก่ ปรมัตถธรรมทั้ง ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน

ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตน ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของ

บุคคลใด

อย่างเวลาที่มีความโกรธเกิด มีใครบ้างไม่รู้ แม้ไม่เรียนพระอภิธรรม

ก็รู้ เวลาที่อิจฉาหรือริษยา ต้องเรียนพระอภิธรรมไหมจึงจะรู้ ก็ไม่ต้องเรียน

แต่เป็นเรา ไม่รู้ว่าเป็นสภาพธรรมแต่ละอย่าง เพราะฉะนั้น โดยนัยของ

พระอภิธรรมจึงรู้ว่าทั้งหมดไม่ใช่เรา เมื่อโลภะเกิด โทสะเกิด มานะเกิด

หรือสนุกสนาน ก็ไม่ใช่เรา เมื่อมีความจำที่มั่นคงในความเป็นอนัตตา ไม่

ใช่อนัตตาแบบหลอกๆ ไม่ใช่ทำอะไรก็ได้เพราะทุกอย่างเป็นอนัตตา นั่น

พูดเอาเอง แต่อนัตตาจริงๆ นั้น ปัญญาเข้าถึงความเป็นอนัตตาหรือยังหรือ

เพียงพูดตามว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา คนที่เพียงเรียนกับคนที่อบรมเจริญ

ปัญญา รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงนั้น ปัญญาผิดกันมาก ซึ่งต้องตรง

ถ้าเรารู้ว่าเพียงรู้ชื่อ ก็จะไม่หยุดเพียงรู้ชื่อ ต้องอบรมเจริญปัญญาจนสามารถ

ที่จะรู้ความเป็นอนัตตาจริงๆ สมกับที่เรากล่าวว่า “ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา”

มิฉะนั้นก็เหมือนกับคำอุปมาที่ว่า “ทัพพีไม่รู้รสแกง”
บางช่วงเวลา มีความรู้สึกเคว้งคว้าง ว่างเปล่า เหมือนไม่มีอะไรอยู่บนโลกใบนี้

ทุกอย่างดำเนินไปของมันเอง แล้วก็กลับมาสู่ตัวตนอีกในเวลาต่อมา ว่าเราเป็นอะไร

ไป จินตนาการอะไร หรือ อย่างไร อารมณ์อย่างนี้เคยปรากฎกับผมมาก่อนเมื่อตอนเป็น

เด็กไม่กี่ขวบ เริ่มจากจำความได้ ผมก็พยายามถามท่านผู้รู้มากมาย เมื่อผมได้ศึกษา

ธรรมะจึงเข้าใจว่า อะไรก็ตามที่ปรากฎกับเราให้รู้ได้นั้น (หรือที่เรียกว่าอารมณ์ต่างๆ)

เราไม่ได้ตั้งใจให้สิ่งนั้นปรากฎขึ้นมา แต่อารมณ์ต่างๆ ก็ปรากฎขึ้นมาให้เรารู้ได้

ธรรมชาติจิตของเราคือการรับรู้ รู้ทุกอย่างที่ปรากฎ ไม่ว่าอารมณ์ดีหรือร้าย ทุกข์ สุข

เพลิดเพลิน หดหู่ ท้อถอย เศร้าโศก เสียใจ สิ่งต่างๆ นี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ในขณะ

นั้นๆ แล้วก็หายไป ทำให้สิ่งอิ่นก็ปรากฎต่อเนื่องกันไปเป็นอย่างนี้อยู่ตลอด สิ่งที่

ปรากฎนั้นก็ต้องมาจากสาเหตุอันใดอันหนึ่งแน่นอน ให้ลองสังเกตดูก็จะรู้ได้เอง ผม

ขอยกตัวอย่าง เช่น เราเดินทางไกลในขณะที่อากาศร้อน เราจะรู้สึกกระหายน้ำมากๆ

เหงื่อไหลท่วมตัว สิ่งที่ปรากฎชัดเจนให้เรารู้ได้ คือ เกิดความหิวกระหาย ทุกข์กาย

อย่างยิ่งปรากฎในขณะนั้น แต่เมื่อเราได้ดื่มน้ำที่เย็นสดชื่นพร้อมได้หยุดพักผ่อนใน

ที่ๆ เย็นสบายภายใต้ร่มไม้ สายลมพัดมาเย็นกาย ทีนี้อาการเหนื่อยล้า หิวกระหาย

ร้อนกายเหงื่อไหลท่วมตัว แต่ก่อนได้หายไปหมดสิ้น กลับกลายเป็นความรู้สึกสดชื่น

มากๆแทนที่ความรู้สึกเดิม ชวนให้เราเพลิดเพลินยินดีอย่างยิ่ง เป็นอารมณ์ที่ตรงกัน

ข้ามกับคราวครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด

ตัวอย่างที่ได้ยกมาข้างต้นนั้น พอจะอธิบายให้เข้าใจความเป็นอนัตตาได้บ้าง

เช่นในขณะที่เรารู้สึกร้อนตอนเดินทางไกล เราก็ไม่ได้อยากจะร้อน แต่ร่างกายก็ร้อน

ขึ้นเองตามเหตุธรรมชาติ ซึ่งเป็นกฎความจริง (ธรรมะ) เมื่อเป็นเช่นนั้น(อากาศร้อน)

เหงื่อย่อมไหลเองเพราะเป็นไปตามกฎอย่างนั้น จะห้ามไม่ให้เหงื่อออกก็ไม่ได้ เพราะ

อากาศร้อน ความหิวกระหายย่อมเกิดขึ้นเพราะร่างกายสูญเสืยน้ำ จึงทำให้เรารู้สึก

หิวกระหายเราจะไม่ให้ความหิวกระหายเกิดขึ้นก็ไม่ได้ เพราะความรู้สึกทางร่างกายมี

อยู่ (จิต) สิ่งเหล่านี้เราห้ามไม่ได้เลยเมื่อมีเหตุพร้อมให้สิ่งต่างๆ เกิดปรากฎ สิ่งนั้นก็

เกิดเพราะมีสาเหตุนั่นเอง ทีนี้เมื่อเราได้ดื่มน้ำเย็นสดชื่นแล้วสิ่งต่างๆ ก็ปรากฎให้เรารู้

อีก เป็นความสุขที่ตรงกันข้ามเลย ความสบายสดชื่น คลายร้อน เย็นกาย สุขกาย

ก็เกิดขึ้นแทน สิ่งที่ปรากฎให้เรารู้ได้นี้ก็มาจากเหตุ คือ น้ำอันชุ่มเย็น นำมาซึ่งความสุข

กายในตอนนั้น ดับความกระหายทั้งหมด จะเห็นได้ว่า สิ่งต่างๆ เป็นสภาพที่ขึ้นอยู่กับ

สิ่งอื่น อาศัยกันและกันเกิดขึ้น แม้แต่จิตก็อาศัย สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมา เกิดขึ้น ( ร่างกาย

ความร้อน ความหิว ความกระหาย ) จิตก็เพราะอาศัยสิ่งอื่นจึงเกิดเหมือนกัน เพราะมี

ร่างกาย ความร้อน ความทุกข์ สุข จิตจึงรู้สึกมีสิ่งนั้นๆได้ จะเห็นได้ว่าสิ่งต่างๆ ไม่ได้

เป็นตัวของตัวเองเลย ต้องเกิดเพราะอาศัยสิ่งอื่น สิ่งอื่นข้างต้นก็อาศัยสิ่งอื่นๆ อีก

มากมาย แล้วก็หายไปโดยเร็ว เพราะสิ่งอื่นเกิดแทนที่แล้วก็ดับอีก นี่คือกฎความจริงที่

เรียกว่าสัจธรรม ไม่มีผู้ใดเลย ไม่ได้เป็นตัวเรา เขา สัตว์ ที่เรียกว่า "อัตตา" ตามที่เรา

เข้าใจที่ผิดๆ ซึ่งยาวนามมาก แท้ที่จริงแล้วสิ่งต่างๆ ที่ปรากฎนั้น เป็นเพียงความเกิด

ขึ้นและหายไปสืบต่อกันเรื่อยๆ เร็วมาก จนเราไม่ทันสังเกตรู้ ซึ่งความเกิดขึ้นและหาย

ไปอย่างรวดเร็วนี้เป็นกฎที่แน่นอนของธรรมะ (ชาติ) เพราะความเกิดขึ้นหายไปๆ ไป

เรื่อยๆ นี้เป็นสภาพที่ไม่คงที่ เรียกว่า "ความไม่เที่ยง" (อนิจจัง) เพราะความไม่เที่ยงไม่

คงที่ของสิ่งนั้นๆ เพราะความที่สิ่งนั้นๆ ถูกเปลี่ยนไปไม่คงที่ตั้งอยู่อย่างเดิมตลอดไป

ไม่ได้ เรียกว่า "ทุกข์" (ทุกขัง) เมื่อสิ่งนั้นๆ เกิดขึ้นแล้วก็หายไปอย่างต่อเนื่องไม่คงที่

อยู่อย่างเดิมตลอดไป บังคับให้อยู่ในอำนาจของใครไม่ได้ สิ่งนั้นจึงไม่ใช่ตัวตน เรียก

ว่า"อนัตตา" ไม่ใช่ตัวตนแต่อย่างใด สิ่งต่างๆ ที่กล่าวนี้ ได้แก่ สิ่งที่ปรากฎทาง ตา หู

จมูก สิ้น กาย ใจ ความคิด ความรู้สึก ต่างๆ ทั้งหมดล้วนตกอยู่ในสภาพอย่างนี้ ซึ่งใน

แต่ละวันจะหนีไม่พ้นเลย พระพุทธองค์เมื่อทรงค้นพบธรรมความจริงที่สุดของที่สุด

อย่างนี้แล้ว จึงตรัสว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา (ไม่ไช่ตัวตน) ทั้งนี้เพราะอะไร

พระองค์จึงตรัสสอนแก่ชาวโลก ก็เพราะเมื่อเรายึดถืออยู่ว่าสิ่งต่างๆ เป็นตัวตน โดย

ไม่เห็นตามจริงว่าเป็นอนัตตานั้น เป็นเหตุให้เกิดทุกข์มากมายอย่างไม่จบสิ้น และจะ

เป็นอย่างนี้ตลอดไปอีกนานแสนนาน จนกว่าเราจะมีปัญญารู้แจ้งความจริงว่า สิ่ง

ทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา และละความยึดถือสิ่งต่างๆโดยความเข้าใจผิดเสีย เพราะ

ความหลงผิดนี้นำทุกข์มาให้โดยถ่ายเดียว หาใช่ความสุขไม่ เพราะสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ชั่วขณะแล้วหายไป จะเป็นสุขแท้ยั่งยืนได้อย่างไร ความสุขจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการ

ศึกษาให้เข้าใจและรู้ชัดแจ้ง สังเกตสิ่งที่ปรากฎเกิดขึ้นในขณะนั้นๆ โดยความเป็นจริง

โดยปราศจากความมีตัวเราเข้าไปแทรกแซงสิ่งที่ปรากฎจริงให้ปัญญาเกิดขึ้นเข้าใจชัด

ขึ้นจากสิ่งที่สังเกตเห็นว่า ไม่ใช่ตัวตนใครจริงๆ เป็นแต่สิ่งต่างๆ (ธรรมะ)ที่ทยอยกัน

เกิดขึ้นแล้วก็หายไปๆ ตามเหตุของแต่ละอย่างๆไป เมื่อเป็นเช่นนี้ ปัญญาจะตัดสิน

เองว่า ความจริงคืออะไร และจะจัดการอย่างไรกับสิ่งนั้นๆ ที่ปรากฎ โดยถูกต้องตรง

ตามความจริงจากการรู้เห็นตามความจริงของปัญญา นี้ก็จะเป็นสาเหตุให้ปล่อยวาง

ความยึดถือสิ่งต่างๆ ในความไม่รู้ (อุปาทาน) และปล่อยวางความหลงผิดอันยาวนาน

นี้ ซึ่งนำมาแต่ทุกข์โดยถ่ายเดียว ฉะนั้น สุขที่แท้จริงก็ต้องเป็นความสุขที่ไม่ดับต้อง

เป็นความสุขที่ถาวร สุขที่แท้จริงนั้นมีอยู่ ได้แก่ธรรมะอีกอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า นิพพาน

เป็นธรรมที่ดับทุกข์ ไม่เกิดขึ้นแล้วหายไป (ไม่เกิด-ดับ) เป็นความเที่ยง เป็นความสุข

เป็นอนัตตา



17 มี.ค. 2552, 10:07 น.
P217: เกรียงศักดิ์ สถาปนศิริ,

กาลเวลา

คืนวันผ่านไป
เรากำลังทำอะไรอยู่
สายน้ำไหลไปไม่เคยหยุด
ดอกไม้ในกระถางโรยไปแล้ว
ชีวิตก็ร่วงโรยไปตามกาลเวลา
อดีตผ่านพ้นไป
ผู้คนผ่านเข้ามาแล้วก็พลัดพรากจากกันไป
ไม่ว่าจะรักกันมากมายแค่ไหน
หรือแม้ว่าเกลียดกันก็ตามที
กาลเวลาพัดพาเอาสิ่งต่างๆ
ผ่านไป
ความสุข
ความเศร้า
ความเจ็บปวด
ความรื่นเริง
ก็จะถูกเวลาพัดพาเอาไป
หากเราฉลาดพอ
อย่าเก็บมันไว้
ปล่อยให้กาลเวลา
พัดพามันออกไป
เพื่อที่เราจะอยู่กับวันนี้
เวลานี้ ตรงนี้
กับสิ่งที่มีอยู่
สิ่งที่ยังคงมีอยู่
อย่างมีความสุข

10 มี.ค. 2552, 08:41 น.
P216: abitekdesign@yahoo.com,


แจกฟรีแบบก่อสร้างกุฏิ ถวายวัด ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น
เรียน ท่านที่มีจิตใฝ่ในธรรม
เรามีความประสงค์เป็นสื่อกลางให้แก่กลุ่มอาสาทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา และให้เป็นช่องทางหนึ่ง
ที่จะสืบสานอายุพระพุทธศาสนาให้นานยิ่งขึ้น เราแจกฟรีแบบก่อสร้างกุฏิ ถวายวัดเป็นธรรมทาน
รับรองโครงสร้างโดยวิศวกร
(สำหรับผู้ใจบุญใจกุศลที่ต้องการสร้างกุฏิถวายแด่วัดต่างๆในชนบทและถิ่นทุรกันดาร)
ตามรูปแบบกุฏิข้างต้นนี้
แจกฟรีแบบก่อสร้างกุฏิ ถวายวัดเป็นธรรมทานข้างต้นนี้อาจมีประโยชน์กับท่านและคนที่ท่านรู้จัก
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่
http://korn-free-cd.blogspot.com
ผู้ใดสนใจอีเมลชื่อที่อยู่ของคุณมาที่
abitekdesign@yahoo.com
“ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นจะทยอยจัดส่งให้ตามกำลังหากขาดตกบกพร่องประการใดต้องขออภัย ณ ที่นี้ด้วย ”



09 มี.ค. 2552, 01:57 น.
P215: psychotears,



พระพุทธคุณ-อิติปิโสฯ 8 ทิศ

http://buddhatears.spaces.live.com/


ขอบพระคุณมากครับ

13 ก.พ. 2552, 06:57 น.
P214: ปภังกร,

เรียนท่านผู้รู้ทุกท่าน

ดิฉันเองก็มีปัญหาความสงสัยเหมือนกันว่าการดูดวงเชื่อถือได้แค่ไหนและถ้าดูแล้วหมอดูแนะนำให้สะเดาะห์ การสะเดาะห์เคราะห์ช่วยแก้ได้จริงหรือ ดิฉันดูเรื่องเนื้อคู่เขาบอกว่าดิฉันคบกับใครก็ไม่ยืดต้องสเดาะห์
ด้วยการนำเงิน 100 บาทบวกอายุจริงซึ่งเท่ากับว่าดิฉันต้องจ่ายให้เขา 2000 กว่าบาทแล้วเขาจะทำพิธีให้โดยนำน้ำมะพร้าวมาล้างหน้าตรงทางสามแพร่งและสวดบริกรรม แต่ดิฉันไม่ได้ทำหรอกนะแต่อยากรู้เท่านั้นเองว่าในทางพุทธศาสนามันช่วยได้อย่างไร ตอนนี้ดิฉันไม่ดูดวงแต่กำลังพยายามศึกษาธรรมะในชีวิตประจำวันมากว่าเช่น คิดก่อนพูด พูดอย่างไรให้คนรัก การสร้างมนุษยสัมพันธ์ และพยายามทำงานอย่างมีสติ ท่านที่มีความรู้ช่วยตอบดิฉันที

07 ม.ค. 2552, 14:26 น.
P213: ปรีชา รัตนประสิทธิ์ email:prattanaprasit@gmail.com,

กราบนมัสการพระคุณเจ้าครูบาแจ๋ว ถ้าพระคุณเจ้ามีงานบุญขอให้บอกข้าพเจ้าด้วยนะครับข้าพเจ้าจะชวนเพื่อนๆที่อยู่กรุงเทพให้ร่วมทำบุญด้วย

29 ธ.ค. 2551, 22:07 น.
P212: ปรีชา รัตนประสิทธิ์,

กราบนมัสการครูบาแจ๋ว ขออนุญาตพระคุณเจ้าถ้าพระคุณเจ้ามีความประสงค์จะให้โยมประกาศเกี่ยวกับงานบุญของวัดวิเวกวัฒนารามขอให้ติดต่อกับคุณหมึกท่าเตียน081-6204834"รายการคุยกันมันๆยามเช้า"วิทยุAMข.ส.ท.บคลื่น1269เวลา06.08-06.45น.และคุณไชยวํฒน์ รัตนประสิทธิ์ 081-7025396"รายการข่าวยามเช้า"วิทยุAMคลื่น819สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา06.10-06.50น. ปี2550กระผมได้ไปที่วัดวิเวกวัฒนารามและได้ไปกราบหลวงปู่จามท่านได้เมตตาเป่ากระหม่อมให้และหลวงปู่บอกให้ไปกราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุกระผมไม่เคยเห็นว่ามีมากกระผมคิดน่าจะมีมากที่สุดในประเทศไทย

29 ธ.ค. 2551, 21:47 น.
P211: อุ๊ นวมินทร์ sueb_paninter@hotmail.com,

ขออนุญาติประชาสัมพันธ์งานวันครบรอบมรณะภาพหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ณ.วัดป่าสัมมานุสรณ์ ในวันที่ 7 - 8 มกราคม 2552 ครับ ขอเชิญศิษยานุศิษย์ทุกท่านร่วมงานที่วัดป่าสัมมานุสรณ์ จ.เลย


22 ธ.ค. 2551, 20:38 น.
P210: webmaster@sangkapan.com,

ขออนุญาติประชาสัมพันธ์เวปห้างสรรพสินค้าสังฆภัณฑ์ครับ
แหล่งเลือกสรรที่พร้อมให้ท่านได้ครบทุกการทำบุญ
www.sangkapan.com
024495455

18 ธ.ค. 2551, 12:03 น.
P209: ผู้อยากรู้,

คือต้องการทราบว่าหลังจากการอุปสมบท(บวชพระ) แล้วทางวัดจะมีเอกสารออกให้กับผู้ที่ศึกแล้ว เค้าเีรียกเอกสารนั้นว่าอะไรค่ะ

15 ธ.ค. 2551, 15:26 น.
P208: dhammatanbit,

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์เวปไซต์ครับ
dhammatanbit.com เปลี่ยนผู้รับ เป็นผู้ให้

06 ธ.ค. 2551, 21:27 น.
P207: หนิง,

มีเรื่องปรึกษาค่ะ
คือถ้าเราให้อภัยคนที่ทำร้ายจิตใจเรา ทำให้เราเจ็บปวดมาก
เราจำเป็นต้องทนอยู่ในสภาพนั้นหรือไม่คะ
แล้วถ้าเราตัดสินใจที่จะไม่เจอ ไม่ติดต่อเค้าอีก
ไม่เปิดทางให้เค้าเข้ามาทำร้าย ทำให้เราเจ็บปวดอีก
เราจะผิดหรือไม่คะ
แล้วมันเป็นทางที่ถูกต้องหรือเปล่าคะ

06 ธ.ค. 2551, 05:36 น.
P206: knung,

เรียนคุณนรภัทร,
web ที่ให้มาอ่านหรือ download หนังสือ ทิพยอำนาจเข้าไม่ได้เลยครับ
จะให้ติดต่อหรือทำอย่างไรดี
ขออนุโมทนาและขอบคุณครับ
SomboonB@lycos.com

25 พ.ย. 2551, 09:41 น.
P205: เด็กแนว,

เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่าเราจักฟังธรรมอันใดอันหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยกุศล เราเงี่ยหูลงฟังธรรมนั้นทั้งหมด ทำในใจให้สำเร็จประโยชน์ รวบรวมไว้ทั้งหมดด้วยใจ

13 พ.ย. 2551, 20:53 น.
P204: ป๋องแป้ง,

ตอบหนูหน่อยได้รึป่าวค่ะว่า

ภาษาบาลีที่ว่า

เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ แปลเป็นภาษาไทยว่าอย่างไรค่ะ

พอดีหนูเรียนกับพระอาจารย์แล้วท่านให้การบ้านมาค่ะ

08 พ.ย. 2551, 22:48 น.
P203: เขมวีโรภิกขุ,

ตำนานพุทธชัยมงคลคาถาหรือพาหุงคาถา
พุทธชัยมงคลคาถา คือ คาถาที่กล่าวถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้า ๘ ครั้ง แล้วอ้างสัจวาจานั้นมาพิทักษ์คุ้มครองให้มีความสวัสดี ชัยชนะเหล่านั้น คือชนะมาร ชนะอาฬวกยักษ์ ชนะช้างนาฬาคิรี ชนะโจรองคุลิมาล
ชนะนางจิญจมาณวิกา ชนะสัจจกนิครนถ์ ชนะนันโทปนันทนาคราช และชนะพกาพรหม นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่า ผู้ประพันธ์คาถานี้คือพระมหาพุทธสิริเถระซึ่งรจนาคัมภีร์ฎีกาพาหุง ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และประพันธ์ในราว พ.ศ. ๒๗๗๖ คาถานี้ชื่อว่า “บทถวายพรพระ” เพราะแต่งถวายพระเจ้าแผ่นดินชนะศึก (วิวัฒนาการวรรณคดีบาลีสายพระสุตันตปิฎกที่แต่งในประเทศไทย หน้า ๓๐๑-๒) อนึ่ง คาถาที่นิยมสวดอยู่ในปัจจุบัน ๙ คาถา ผู้แปล(หมายถึงพระคันธสาราภิวงศ์)เห็นว่าคาถาสุดท้ายได้รับแต่งเพิ่มเติมในภายหลัง เพราะไม่ปรากฏในคัมภีร์ฎีกาพาหุง ทั้งในบทสวดฉบับพม่าก็ไม่มีเช่นกัน ฉะนั้นจึงแปลเฉพาะ ๘ คาถาเดิม(คัดจากหนังสือ พระปริตรธรรมของพระคันธสาราภิวงศ์ วัดท่ามะโอ จังหวัดลำปาง)

แต่ในหนังสือ เจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน คาถาพาหุง ของสำรวย นักการเรียน ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ความว่า “ ประวัติความเป็นมาของคาถาพาหุงนี้ มีหลายทัศนะ บางทัศนะกล่าวว่า นักปราชญ์ชาวหลังกาเป็นผู้แต่งขึ้น โดยอ้างว่าพระลังกาสวดได้ทุกรูป พระไทยก็สวดได้ แต่บางบท เช่นบทมโนการอัฏฐกฺคาถา หรือนโม ๘ บท พระลังกาสวดไม่ได้ สวดได้เฉพาะพระไทย ดังนั้น บทพาหุงจึงน่าจะแต่งโดยชาวลังกา บางทัศนะกล่าวว่า แต่งขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงรบชนะพระมหาอุปราชแห่งพม่า พระนพรัตน์ วัดป่าแก้ว ได้แต่งถวายพระเกียรติ แต่ทั้งหมดที่กล่าวมายังหาหลักฐานมายืนยันไม่ได้ ดังนั้นผู้เขียน(หมายถึงคุณสำรวย นักการเรียน)จึงขอสรุปแบบที่ใครๆคัดค้านไม่ได้ว่า แต่งโดยนักปราชญ์ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจภาษาบาลีเป็นอย่างดี

พุทธชัยมงคลคาถา
๑. พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
คิริเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ.
เมื่อพญามารเนรมิตแขนมากเป็นพัน ถืออาวุธในมือ ขี่ช้างคิริเมขละ สะพรึบพร้อมกองทัพอันน่าสะพรึงกลัว พระจอมมุนีทรงชนะด้วยทานบารมีเป็นต้นอันชอบธรรม ด้วยพระเดชนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า

๒. มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง
โฆรัง ปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ.
เมื่ออาฬวกยักษ์ผู้ดุร้าย หยาบช้า และโหดเหี้ยม เข้ามาราวีตลอดทั้งคืนยิ่งกว่าพญามาร พระจอมมุนีทรงชนะด้วยการใช้พระขันติเป็นอุบายสั่งสอน ด้วยพระเดชนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า

๓. นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง
ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวันตุ เม ชะยะมังคะลานิ.
เมื่อพญาช้างนาฬาคิรีตกมันหนักดุร้ายเหลือ แล่นเข้ามาราวกับไฟไหม้ป่า ดุจจักราวุธ เหมือนฟ้าผ่า พระจอมมุนีทรงชนะด้วยน้ำพระเมตตา ด้วยพระเดชนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า

๔. อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง
ธาวัง ติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ.
เมื่อโจรองคุลีมารผู้ดุร้าย ถือดาบเงื้อง่า วิ่งไล่ติดตามไปเป็นหนทาง ๓ โยชน์ พระจอมุนีทรงชนะด้วยการบันดาลอิทธิฤทธิ์ ด้วยพระเดชนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า

๕. กัตฺวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ.
เมื่อนางจิญจาเอาผ้าห่อไม้ทำเป็นท้องเหมือนหญิงมีครรภ์ กล่าวคำใส่ร้ายในท่ามกลางหมู่ชน พระจอมมุนีทรงชนะด้วยความสงบนิ่งอันประเสริฐ ด้วยพระเดชนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า

๖. สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง
วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ
เมื่อสัจจกนิครนถ์ละทิ้งความจริงแท้ ชูธงประกาศความเห็นของตนว่าถูกต้อง เป็นผู้มืดมอดอย่างยิ่ง ประสงค์จะโต้คารม พระจอมมุนีทรงชนะด้วยพระปัญญาดุจประทีปอันโชติช่วง ด้วยพระเดชนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า

๗. นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง
ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโต
ตันเตชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ
เมื่อนันโทปนันนาคราชผู้หลงผิด แผ่อิทธิฤทธิ์ใหญ่ พระจอมมุนีโปรดให้พระเถระพุทธบุตรผู้ประเสริฐไปปราบ ทรงชนะด้วยการแสดงอิทธิฤทธิ์ ด้วยพระเดชนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า

๘. ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง
พฺรัหฺมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ
เมื่อพรหมนามพกะ ผู้บริสุทธิ์ ผ่องใส มีฤทธิ์ มีหัตถ์ถูกงูคือมิจฌาทิฏฐิขบกัดแล้ว พระจอมมุนีทรงชนะด้วยพระญาณโอสถ ด้วยพระเดชนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า
(คาถาบทที่๑-๘ คัดจากพระคันธสาราภิวงศ์)

๙. เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา
โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตฺวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ
โมกขัง สุขัง อธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ ฯ
คนมีปัญญาสวดพุทธชัยมงคลคาถาทั้ง ๘ ประกานี้ เป็นประจำโดยไม่เกียจคร้าน พึงขจัดอุปัทวันตรายทั้งหลายได้ พึงบรรลุถึงพระนิพพาน (คาถาสรุป คำอ่านคัดจากพระครูอรุรธรรมรังษี(เอี่ยม สิริวณฺโณ) คำแปลคัดจากสำรวย นักการเรียน)

ชาวพุทธควรสวดให้เป็นประจำ เพื่อเป็นสิริมงคล และป้องกันภัย

คาถาบทนี้ เป็นพุทธมนต์ที่ทหารไทยสมัยก่อนสวดได้ทุกคน และสวดเป็นประจำทุกวัน เพื่อป้องกันภัยและเป็นสิริมงคล

หวังว่าการได้ทราบประวัติความเป็นมาของคาถาพาหุง พร้อมคำแปล จะช่วยให้มีความเข้าใจและซาบซึ้งในรสพระธรรมดียิ่งขึ้น ถ้าใครได้สวดเป็นประจำ จะเป็นสิริมงคล ป้องกันอุปัทวันตรายทั้งหลาย และพึงบรรลุถึงพระนิพพาน

--------------------------------------------------------------------------------



ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพพิมพ์หนังสือ
ฎีกาพาหุง
หนึ่งในหนังสือดีที่จะจัดพิมพ์ในโครงการ "พิมพ์หนังสือธรรม 84,000 เล่ม"
ร่วมบุญเป็นเจ้าภาพค่าพิมพ์เล่มละ 100 บาท
หรือตามกำลังศรัทธา
............
บริจาคโดยโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ธนาคารไทยพาณิชย์
สาขาย่อยจรัลสนิทวงศ์ ซอย 13
ชื่อบัญชี พระสมเกียรติ เขมวีโร
เลขที่ 119-2-08925-9
..........
โทร. 089 055 0967
พระปลัดสมเกียรติ เขมวีโร
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดวิศิษฏ์บุญญาวาส พุทธมณฑลสาย 2
แขวงทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร

somkiet17@gmail.com

31 ต.ค. 2551, 21:18 น.
P202: เกรียงศักดิ์ สถาปนศิริ,

เข้าใจเรื่องสติ
--------------------------------------------------------------------------------


คนไทย 99 เปอร์เซนต์ ไม่เข้าใจเรื่องสติ คิดว่าการทำสมาธิ คือการปฏิบัติธรรม บางคนถึงเลยไปถึงว่า เป็นวิปัสสนากัมมัฏฐาน มีครูบาอาจารย์ไม่กี่ท่านที่สอนวิปัสสนา ถูกต้อง เท่าที่ทราบอยู่ ก็มี อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ท่านหนึ่ง และอีกท่านหนึ่ง เพิ่งมีโอกาสได้ฟังธรรมบรรยายของท่าน คือ หลวงพ่อปราโมช ปราโมชโช ส่วนข้าพเจ้าเป็นศิษย์ครูพักลักจำ ไม่อาจบอกได้ว่า เป็นศิษย์สายตรงของใคร แต่โชคดีที่ไม่หลงทาง เพราะเมื่อได้ฟังธรรมของ อ.สุจินต์ ก็ดี หรือ พระอาจารย์ปราโมช ก็ดี ก็ยังอุ่นใจ อย่างน้อยสิ่งที่เรา รู้ เราเห็น ก็มีคนการันตี ว่าใช่
เราน่ะค้านมาตลอดว่า สมถะ สมาธิ ไม่ใช่การปฏิบัติธรรม การไปเดินยุบหนอพองหนอเอย การไปเพ่งลูกแก้ว พระพุทธรูป หรือการจับลมหายใจ พุทโธ ล้วนแต่เป็นเพียงการทำสมาธิ ผลที่ได้ก็คือ ความสงบ (สงบบ้าง ไม่สงบบ้าง ) หาได้เกิดปัญญา รู้แจ้งเห็นธรรม(ดา) ของสิ่งมีอยู่จริงแต่อย่างใด แต่คนส่วนใหญ่ ก็หลงเชื่อ เดี๋ยวชาวพุทธ ยิ่งเชื่ออะไรง่ายขึ้นเรื่อยๆ ลุ่มหลงงมงายกันเต็มเมือง
สติ เป็นสิ่งเดียว เป็นอาวุธอย่างเดียว ที่จะทำให้เราเกิดปัญญา ฉลาดในโลก ในธรรม เอาตัวรอดจากทุกข์ได้อย่างแท้จริง เราเคยเปรียบให้คนฟังว่า สุนัข ตำรวจ เราจะให้มันฝึกดมกลิ่นอะไรก็ได้ มันก็จะรู้จักกลิ่นนั้น สติ ก็เช่นกัน เราฝึกให้มันหลงทาง รู้แต่สิ่งปรุงแต่ง รู้แต่ความคิดนึก มันก็จะรู้จักสิ่งนั้น สุนัขตำรวจ เมื่อนำมารู้จัก ว่านี่คือกลิ่น ยาบ้า กลิ่นกัญญา กลิ่นดินระเบิด มันก็จะรู้จัก และแยกแยะได้ เมื่อชั่วโมงบินมากขึ้นมันก็จะชำนาญในการจดจำและตรวจจับกลิ่น สติ เมื่อ ให้รู้จักว่า ต่อไปต้อง ตรวจจับ ว่าสีเข้ามาทางตานะ กลิ่นเข้ามาทางจมูก รสเข้ามาทางลิ้น เสียงเข้ามาทางหู เย็นร้อนอ่อนแข็ง เข้ามาทางผิวกาย และอารมณ์ ความรู้สึกเข้ามาทางใจ รู้แบบดิบๆ ไม่ต้องปรุงแต่ง รู้เฉย รู้ปล่อย รู้วาง บ่อยๆ เข้า จิต หรือสติ ก็จะชำนาญ และรู้สิ่งที่ปรากฏผ่านเข้า ตามด่านทั้ง 6 ได้ถึ่ขึ้นเอง
สติ สติ รุ้จักรูปนาม สติระลึกรู้ บ่อยๆ ๆ ๆ ก็ปล่อยไปเอง



14 ต.ค. 2551, 01:58 น.
P201: ญาติธรรม,

ขอเชิญชวนท่านศรัทธาสาธุชน
ร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างสถานปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ ๙
(King Rama IX Meditation Centre)
เนื่องในมหามงคลสมัยที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙
และทรงพระเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา พุทธศักราช ๒๕๕๐

วัตถุประสงค์
๑. เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมงคลสมัยที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ และทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา พ.ศ. ๒๕๕๐
๒. เพื่อให้เป็นศูนย์ฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนา ตามหลักพระพุทธศาสนาสำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป รวมทั้งชาวต่างประเทศที่สนใจในพระพุทธศาสนา
๓. เพื่อให้เป็น “ ธรรมโอสถสถาน ” ใกล้บ้าน ที่ทุกคนสามารถมาค้นหาความสุขทางใจได้ โดยไม่ต้องเดินทางไกลจนเกินไป

เจ้าของโครงการ
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เลขที่ ๙๙๙ ซอย ๑๙ ถนนพระราม ๙ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๒๐
โทร. ๐๒-๓๑๘-๕๙๒๖-๗ โทรสาร. ๐๒-๓๑๙-๑๑๒๓
www.rama9temple.org

ลักษณะอาคาร
ตึก ๔ ชั้น ก่ออิฐแดง มีห้องนอนสำหรับผู้มาปฏิบัติธรรม ประมาณ ๘๐-๑๐๐ คน สามารถค้างคืนได้ตลอดระยะเวลาการปฏิบัติธรรม ๗ คืน ๘ วัน มีห้องโถงปฏิบัติธรรมรวม ห้องรับประทานอาหาร ห้องสมุด ห้องเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ ห้องธุรการ ห้องทำสมาธิ เป็นต้น

งบประมาณ ๔๐ ล้านบาท
ระยะเวลาดำเนินการ พ.ศ. ๒๕๔๙-๒๕๕๑

ลักษณะการบริจาค
ผู้มีจิตศรัทธาเป็นเจ้าภาพเป็นรายการ หรือเจ้าภาพเป็นตารางเมตร จะได้รับการจารึกชื่อไว้ในห้องปฏิบัติธรรม เพื่อการอธิษฐานให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และวงศ์ตระกูลตลอดไป

วิธีการบริจาค
โอนเงินเข้าบัญชี “วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก (ศูนย์ปฏิบัติธรรม)”
ธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนลาดพร้าว ๔๔ (สะสมทรัพย์)
หมายเลขบัญชี ๒๐๓-๔-๐๖๒๕๑-๙ (แจ้งขออนุโมทนาบัตรยกเว้นภาษีได้)



28 ก.ย. 2551, 22:50 น.
P200: พระมหาณรงค์ศักดิ์ ฐิติญาโณ,

๕ ธันวามหาราช
วัดใหม่ยายแป้นและกรมการศาสนาขอเรียนเชิญพุทธศาสนิกชน
สาธยายพระไตรปิฎกเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ณ วัดใหม่ยายแป้น สี่แยกบางขุนนนท์ ถนนบางขุนนนท์
เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร
ระหว่างวันอังคารที่ ๒ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์พุทธศักราช ๒๕๕๒
วันอังคารที่ ๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑
เวลา ๐๘.๓๐น .พร้อมกันที่พระอุโบสถและทักษิณาวัตร
เวลา ๐๙.๐๙ น. ประธานในพิธีจุดธูปเทียน
จุดเทียนบูชาพระไตรปิฎกสาธยายพระไตรปิฎก
ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ๘๑วัน ๘๐ คืน
ชมพระไตรปิฎก พม่า,ศรีลังกา,ล้านนา,รัฐฉาน,เขมร,คัมภีร์โบราณและจีน
วันพุธที่ ๒๐ กุมพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๒
เวลา ๑๙.๐๐ น. หยุดการสาธยายพระไตรปิฎก เจริญสมาธิและเจริญธรรมโพธิกถา
รถเมล์สาย ๕๖,๕๗.๗๙. ๑๕๗, ๑๗๕, ๔๐, ๕๔๒. ๘๐, ๕๐๙, ๒๘, ๑๗๑
ที่มาจากปิ่นเกล้าลงที่สี่แยกบางขุนนนท์ เชิงสะพานลอย ที่มาจากสามแยกไฟฉายลงที่เลยห้างแมคโคเดิน
ขึ้นมา (รถเมล์สาย ๕๗.๗๙ ผ่านหน้าวัด )
ติดต่อสอบถามได้ที่ พระมหาณรงค์ศักดิ์ ฐิติญาโณ (ไม่รับเงินบริจาค) โทร. ๐๒-๔๓๕-๗๕๕๕, ๐๘๙–๙๖๓-๔๕๐๕ โทรสาร. ๐๒–๔๓๔–๑๒๓๘




อานิสงส์ของผู้สาธยายพระไตรปิฎก
๑.เพื่อให้นึกถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพิมพ์พระไตรปิฎกแจกไปทั่วโลก ๒๖๐ ประเทศ สถาบันอื่นๆและ วัดในประเทศไทย ๕๐๐ วัดในปี ร.ศ.๑๑๒ (พ.ศ.๒๔๓๑) ทำให้ประเทศไทยสามารถคงความเป็นเอกราชหลอดพ้นจากอำนาจการยึดครองอธิปไตยจากจักรวรรดิ์นิยมตะวันตกในเวลานั้นเพราะอานิสงส์ของพระไตรปิฎก
๒.เมื่อบุคคลใดได้นำเอาพระไตรปิฎกมาสาธยายจะเข้าถึงความเป็นพระอริยบุคคลคือได้มรรค๔ ผล ๔พระนิพพาน ๑ในภายหน้า
๓. เมื่อบุคคลใดได้สาธยายพระไตรปิฎกจะช่วยปิดประตูอบายภูมิ ๔ คือ เปรต อสุรกาย สัตว์นรก และสัตว์เดรัจฉาน
๔.เมื่อบุคคลใดได้สาธยายพระไตรปิกฎแล้วได้น้อมจิตตามพระธรรมอาจบรรลุธรรมชั้นหนึ่งชั้นใด (พระโสดาบันพระสกทาคามี
พระอนาคามี และพระอรหันต์) ได้ตามอุปนิสัยที่สร้างสมมา
๕. เมื่อบุคคลใดที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เมื่อได้สาธยายพระไตรปิฎกจะกลายเป็นสัมมาทิฏฐิ
๖. เพื่อมีผลให้ประเทศชาติ ไม่เกิดภัยพิบัติ ทำให้ประเทศมีแต่ความร่มเย็นและมีสันติสุข
๗.เมื่อบุคคลใดได้สาธยายพระไตรปิฎกด้วยจิตที่เลื่อมใส จักก่อให้เกิดดวงปัญญา
๘.เมื่อบุคคลใดได้สาธยายพระไตรปิฎก จักก่อให้เกิดสมาธิ เป็นที่รักของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย
๙.เมื่อบุคคลใดได้สาธยายพระไตรปิฎกนับว่าเป็นประกาศเผยแผ่คำสั่งสอนพระพุทธเจ้า จักทำให้เป็นผู้มีผิวพรรณงดงาม มีเสียง
แจ่มใส กังวาน
๑๐.เมื่อบุคคลใดได้ตั้งใจสาธยายพระไตรปิฎกย่อมก่อให้เกิดบุญและอานิสงส์มากมายหาประมาณมิได้ เช่น พระสารีบุตร,
พระมหาโมคคัลลานะและอีกหลายองค์






11 ก.ย. 2551, 14:24 น.
P199: ธรรมรัตน์,



10 ก.ย. 2551, 22:48 น.

ธ ร ร ม ส ว น ะ
contact us : webmaster@dhammasavana.or.th